โครงการ "การศึกษาผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย จากการทำความตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก" (พ.ศ.2557)


ความตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership Agreement) หรือทีพีพี (TPP) เป็นความตกลงซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำโดยประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีประเทศที่เข้าร่วมเจรจาทั้งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา จากสองฟากฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งสิ้น 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของความตกลงที่อาจมีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย หากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงดังกล่าว โดยศึกษา 3 ประเด็นใหญ่ๆ ได้แก่ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุน และการค้าและสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบปัญหาว่า พันธกรณีระหว่างประเทศจะทำให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในด้านใด และการแก้ไขกฎหมายและระเบียบดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างไร

งานวิจัยพบว่า ประเด็นการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญที่สุดหัวข้อหนึ่งของความตกลงทีพีพี เนื่องจากมีการเสนอให้คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามหลักการที่เรียกว่า “ทริปส์พลัส” (TRIPS-plus) ที่คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเกินเลยไปจากความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ได้แก่ การลงทุน (investment) โดยมีการกำหนดคำนิยามของการลงทุนอย่างกว้าง กำหนดให้เปิดเสรีการลงทุนในทุกสาขา ให้สิทธินักลงทุนที่จะฟ้องร้องรัฐ ภายใต้กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับรัฐ (investor-to-state dispute settlement) ผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ในประเด็นการค้าและสิ่งแวดล้อม ร่างความตกลงทีพีพีมีเนื้อหาสาระที่ขาดหลักการสำคัญสำหรับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เนื้อหาส่วนใหญ่ในบทว่าด้วยสิ่งแวดล้อมมีลักษณะเป็นเพียงหลักการ  และแนวปฏิบัติกว้างๆ ที่ขาดกลไกที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติอย่างจริงจัง

ในด้านที่เป็นประโยชน์ ความตกลงทีพีพีจะช่วยทำให้เกิดการค้าเสรีที่ปราศจากอุปสรรค เพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกไปในประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้า ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาต่ำลง เปิดให้บริษัทต่างชาติที่มีศักยภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศ แต่ในอีกทางหนึ่ง การเปิดเสรีทางการค้าจะนำไปสู่การผูกขาดตัดตอน การรวมหัวกันระหว่างผู้ผลิต หรือทำให้เกิดพฤติกรรมใดๆ ที่เป็นการบิดเบือนระบบตลาดเสรี และที่สำคัญความตกลงทีพีพีจะทำให้เกิดการผูกขาดตลาดยา ตลาดเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร และเมล็ดพันธุ์พืช ความตกลงทีพีพีจะส่งเสริมให้เกิดการใช้เคมีภัณฑ์ทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อพืช สิ่งมีชีวิต และระบบนิเวศน์  นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้บรรษัทต่างชาติเข้าถึงฐานทรัพยากรธรรมชาติของไทยได้อย่างเสรี การยอมรับให้มีการใช้กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐ จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติท้าทายอำนาจของรัฐบาลไทยในการออกนโยบายและกฎระเบียบเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ

เอกสารดาวน์โหลด

  1. 1.ปก_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  2. 2.Executive summary_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  3. 3.บทคัดย่อ_Abstract_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  4. 4.contents_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  5. 5.บทที่ 1_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  6. 6.บทที่ 2_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  7. 7.บทที่ 3_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  8. 8.บทที่ 4_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  9. 9.บทที่ 5_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  10. 10.บทที่ 6_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  11. 11.บทที่ 7_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  12. 12.บทที่ 8_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  13. 13.บทที่ 9_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  14. 14.บทที่ 10_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  15. 15.ภาคผนวก_final.pdf ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com