โครงการ “การพัฒนาวิธีการประเมินความรับผิดชอบร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา” (พ.ศ.2551 - พ.ศ.2552)


ปัญหาสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเกิดจากการบริโภคที่เกินตัวของประชาคมโลก ซึ่งได้ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และก๊าซเรือนกระจก (GHG) อื่นๆ สู่บรรยากาศของโลกสะสมจนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสภาวะแวดล้อม ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำ อาหาร และการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นต้น พิธีสารเกียวโตได้ใช้หลักการความรับผิดชอบร่วมกันแต่รับผิดชอบต่างกัน (Common But Differentiated Responsibilities: CBDR) กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีชื่ออยู่ในกลุ่มภาคผนวก B (Annex B) มีข้อผูกพันที่จะต้องลด GHG ของตนลงในช่วงปีพ.ศ.2551-2555 ส่งผลประเทศในกลุ่มภาคผนวก B สูญเสียความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ จากต้นทุนการผลิตสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศนอกกลุ่ม หรือที่เรียกว่า การย้ายฐานการผลิตคาร์บอน (Carbon Offshoring) ซึ่งส่งผลการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศในกลุ่มภาคผนวก B ลดลง แต่กลับไปเพิ่มขึ้นในประเทศนอกกลุ่มภาคผนวก B แทน หรือเกิดการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon leakage) นั่นเอง

การเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกจากประเทศที่กำลังพัฒนาเหล่านี้ได้ส่งผลให้เกิดแรงกดดันจากประเทศที่พัฒนาแล้วมายังประเทศที่กำลังพัฒนาให้ต้องมีส่วนรับผิดชอบมากขึ้น อย่างไรก็ตามประเทศกำลังพัฒนาก็โต้แย้งว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากการย้ายฐานการผลิตผ่านการลงทุนโดยตรง เพื่อป้อนการบริโภคของประเทศพัฒนาแล้วนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของโลกจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากประเทศกำลังพัฒนายังมิได้ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ไม่มีการลดการบริโภคเท่าที่ควรเนื่องจากมีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น

งานวิจัยชิ้นนี้จึงได้เปรียบเทียบผลการคำนวณภาระความรับผิดชอบต่อก๊าซเรือนกระจก 3 วิธี คือ ภาระรับผิดชอบตามการปลดปล่อยที่จุดผลิต (Production-based Approach) ภาระรับผิดชอบตามสัดส่วนของความเป็นเจ้าของหน่วยผลิต (Ownership-based Approach) และภาระรับผิดชอบตามการบริโภค (Consumption-based Approach)

งานวิจัยชิ้นนี้ได้พบว่าภาคอุตสาหกรรมของไทยที่มีการส่งออกในสัดส่วนที่สูง จะมีการปลดปล่อย CO2 เพื่อการส่งออกสุทธิอยู่ในช่วงร้อยละ 35-82 ซึ่งเป็นคาร์บอนที่จะถูกคำนวณไว้ในยอดบัญชีคาร์บอน (Carbon Inventory) ของไทยตามวิธีการจากฐานการผลิต ซึ่งที่จริงแล้วควรเป็นภาระของต่างชาติหากคิดจากฐานการบริโภค สำหรับในระดับประเทศปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่คำนวณวิธีด้านการบริโภคนั้นต่ำกว่าวิธีด้านการผลิตเพียงร้อยละ 3

เนื่องจากประเทศไทยมีการส่งออกสุทธิโดยรวมทุกสินค้าไม่สูงเมื่อเทียบกับ GDP แม้ว่ามูลค่าการส่งออก หรือการนำเข้าโดดๆ เมื่อเทียบกับ GDP จะสูงถึงร้อยละ 65-70 ก็ตาม

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในระดับรายสาขาอุตสาหกรรม พบว่าอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เช่น สาขาการผลิตอาหาร สาขายางและพลาสติก สาขาสิ่งทอ และบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว นั้นล้วนแล้วแต่มีสัดส่วนที่ไทยผลิตเพื่อการส่งออกไปประเทศอื่นที่สูง ดังนั้นสาขาเหล่านี้จึงมีปริมาณการผลิตคาร์บอนตามแนวคิดตามการปลดปล่อยที่จุดผลิตสูงกว่าปริมาณคาร์บอนตามแนวคิดด้านการบริโภคค่อนข้างมาก โดยที่หลายสาขามีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 40 และยังมีปริมาณการผลิตสูงมากเมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆ ด้วย

ดังนั้นก็หมายความว่าหากไทยจะต้องมีพันธกรณีในการจัดการกับก๊าซดังกล่าว และยังคงใช้วิธีการคำนวณภาระตามการปลดปล่อยที่จุดผลิต ประเทศไทยก็จะต้องรับภาระการจัดการกับก๊าซดังกล่าวแทนประเทศผู้นำเข้าในสาขาเหล่านั้นอย่างมาก อย่างไรก็ดีไทยเองก็มีการพึ่งพิงการผลิตโดยเฉพาะวัตถุดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงด้วยเช่นกัน ซึ่งในสาขาเหล่านี้ก็ถือได้ว่าประเทศไทยได้ผลักภาระความรับผิดชอบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปให้ประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

การคำนวณบัญชีคาร์บอนทั้งสองวิธีการยังเป็นสิ่งจำเป็นและต้องมีการใช้ร่วมกัน เนื่องจากวิธีภาระรับผิดชอบตามการปลดปล่อยที่จุดผลิตนั้นมีความง่ายและมีประสิทธิภาพในการจัดการเกี่ยวกับการออกมาตรการควบคุมและกำกับดูแล ในขณะที่วิธีภาระรับผิดชอบตามการบริโภคนั้นช่วยให้เราเห็นภาระความรับผิดชอบที่เป็นธรรมระหว่างประเทศมากขึ้น

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com