โครงการ "ขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ" (พ.ศ.2548 - พ.ศ.2550)


อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย เนื่องจากได้ส่งผลดีต่อภาวะการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศ ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่นำมาซึ่งรายได้จากการส่งออกสูง โดยข้อมูลจากสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงอุตสาหกรรม ใน พ.ศ. 2547 พบว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าการส่งออกถึง 789,272 ล้านบาท อย่างไรก็ตามถึงแม้ประเทศไทยจะได้รับผลดีในเชิงเศรษฐกิจ แต่พบว่าการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ดังนั้นประโยชน์ในส่วนที่ประเทศไทยได้รับจริงๆ คือ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ที่ได้ในส่วนของค่าแรงงาน ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่กระจายไปยังแรงงานเพียงร้อยละ 10.80 เท่านั้น

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นตัวอย่างของโลกาภิวัตน์การผลิตด้านอุตสาหกรรม (Globalization of production) ซึ่งมีห่วงโซ่ของการผลิต (Value chain) หรือขั้นตอนการผลิตต่างๆ เริ่มตั้งแต่การทำวิจัยและพัฒนา การออกแบบ การผลิตชิ้นส่วนพื้นฐาน การประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เป็นอุปกรณ์จนถึงการประกอบมาเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มีการกระจายไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก อย่างไรก็ดีประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี คือ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ถือได้ว่าเป็นผู้กุมบังเหียนที่แท้จริงในการควบคุมอุตสาหกรรมนี้ แม้ว่าขั้นตอนการผลิตในหลายระดับได้เคลื่อนย้ายมายังประเทศแถบเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะขั้นตอนการประกอบชิ้นส่วนและการประกอบผลิตภัณฑ์ เนื่องจากปัจจัยแรงงานราคาถูกทำให้ดูเสมือนว่าไทยมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมประเภทนี้ ประกอบกับเม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาในรูปการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment :FDI) เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต แต่ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาในระดับของการวิจัยและการออกแบบ ประเทศไทยก็จะอยู่ในฐานะที่ต้องพึ่งพิงทั้งวัตถุดิบในการประกอบชิ้นส่วน เทคโนโลยีและการกำหนดทิศทางการผลิตจากต่างประเทศโดยตลอด ซึ่งมีผลทำให้ที่ผ่านมาไทยขาดความมั่นใจและอำนาจต่อรอง เนื่องจากข้ออ้างในการย้ายฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีต้นทุนค่าแรงงานที่ถูกกว่า เช่น จีนและเวียดนาม เมื่อประกอบกับการดำเนินนโยบายการพัฒนาที่เน้นมิติทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว โดยละเลยความสำคัญด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำมาใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อชี้ให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่งผลกระทบทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนได้หากเราขาดกระบวนการทางนโยบายและการจัดการที่มีธรรมาภิบาล (Good Governance)

 ที่ผ่านมา การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยนั้น จะกำหนดจากหน่วยงานราชการส่วนกลางและนโยบายของพรรคการเมืองที่เข้าบริหารงานประเทศในแต่ละยุคของรัฐบาลชุดนั้นๆ กรอบแนวคิดด้านการพัฒนาของผู้วางนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นรากฐานของการกำหนดนโยบายสาธารณะ มักมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมและการส่งเสริมการลงทุนของประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก คือ การดึงดูดทุนและการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบภายนอก (Externalities) ที่เกิดขึ้นกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น การย้ายฐานการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมจากประเทศพัฒนาแล้วมายังประเทศกำลังพัฒนา โดยอาศัยปัจจัยการผลิตราคาถูกในประเทศกำลังพัฒนา ตลาดระบายสินค้า แหล่งรองรับมลพิษและกากของเสียอุตสาหกรรม

จากผลการวิจัย โครงการวิจัยเรื่อง “ธรรมาภิบาล (Good Governance) และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ในการจัดการสิ่งแวดล้อม” ซึ่งสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) ได้ทำการศึกษา โดยเลือกกรณีศึกษาของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พื้นที่ศึกษาที่นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือจังหวัดลำพูน พบว่าการเข้ามาของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงต่อสิ่งแวดล้อม สภาพสังคม สุขภาพของประชาชนและคนงาน นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักลงสู่แหล่งน้ำและดินการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ซึ่งคณะนักวิจัยฯ สันนิษฐานว่า ปัญหาเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสุขภาพอนามัยของคนงาน (Occupational health problems)  เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการปนเปื้อนสารพิษ ไอระเหย และเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ

กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นที่จังหวัดลำพูน คาดว่าจะเป็นปัญหาที่พบในหลายพื้นที่ เพราะขณะนี้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก และการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อขยายฐานการผลิตก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีหลายระดับ แต่ระดับที่กำลังดำเนินการผลิตอยู่ในประเทศไทย ขณะนี้มีกระบวนการผลิตที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศมากนัก (ไม่เกินร้อยละ 10) เนื่องจากปัจจัยการผลิตส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบนำเข้า และกระบวนการผลิตอาศัยการใช้ต้นทุนค่าแรงที่ต่ำ เป็นตัวลดต้นทุน โดยตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาในระดับของการวิจัยและออกแบบ ไทยก็จะอยู่ในฐานะที่ต้องพึ่งพิง ทั้งวัตถุดิบในการประกอบชิ้นส่วนและการกำหนดทิศทางการผลิตจากต่างประเทศโดยตลอด

เอกสารดาวน์โหลด

  1. เล่ม 1.rar ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
  2. เล่ม 2.rar ดูเอกสาร / ดาวน์โหลด
สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com