“โลกร้อน” วิบัติภัยใกล้แค่เอื้อม


สำนักข่าวเอเอฟพี ได้รับร่างรายงานว่าด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อโลกและมนุษย์ ฉบับใหม่ล่าสุดที่กำลังเตรียมการเพื่อนำเสนอต่อ สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งจัดทำโดย คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) คณะที่ปรึกษาพิเศษของยูเอ็นว่าด้วยภาวะโลกร้อน

รายงานหนา 4,000 หน้านี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้เป็น “ข้อมูลทางวิชาการ” ที่ “ทรงพลัง” ถึงขนาดสามารถโน้มน้าวให้เกิดการตัดสินใจเชิงนโยบายสำคัญๆ จากบรรดาผู้นำนานาประเทศ มีกำหนดจะเผยแพร่อย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 นี้

ล่าช้ากว่ากำหนดการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติว่าด้วย ภูมิอากาศ, ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบอาหาร ซึ่งจะมีขึ้นในสหราชอาณาจักรปลายปีนี้อย่างน่าเสียดาย

น่าเสียดายเพราะว่า ในร่างรายงานใหม่นี้ แสดงหลักฐานและความเชื่อมโยงที่ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงสำคัญที่แตกต่างออกไปจากรายงานฉบับก่อนอยู่หลายประการ

ที่สำคัญที่สุดก็คือ การให้หลักฐานและข้อเท็จจริงใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นั้น ไม่ได้จำกัดว่าต้องเกิดขึ้นเมื่อโลกร้อนขึ้น 2 องศาหรือ 4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนหน้ายุคอุตสาหกรรมแต่อย่างใด

แค่ร้อนขึ้น 1 องศา ผลกระทบก็เกิดขึ้นแล้ว และจะยิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้นตามระดับการเพิ่มของอุณหภูมิ กับการเตรียมการเพื่อรองรับและบรรเทาผลกระทบ

แบบจำลองใหม่ของ ไอพีซีซี แสดงให้เห็นว่า ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นมาแล้วและยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับในตอนนี้ และจะหนักหนาสาหัสกว่าที่คิดไว้ เมื่อถึงครึ่งศตวรรษนี้ คือในปี 2050 ไม่ใช่เริ่มได้เห็นผลกระทบกันในปี 2100 อย่างที่คิดกันไว้ในตอนแรกแต่อย่างใด

สถานการณ์ในปี 2050 จะเลวร้ายมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับเราร่วมมือร่วมใจกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ชะลอภาวะโลกร้อนได้มากเท่าใด แต่แม้จะรักษาระดับให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศา ผลลัพธ์ที่ได้ในปี 2050 ก็สาหัสสากรรจ์มากและหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า โลกจะเข้าสู่ระดับอุณหภูมิที่สูงกว่าระดับก่อนหน้าการปฏิวัติอุตสาหกรรม 1.5 องศาภายในปี 2026 นี้นี่เอง

ไอพีซีซี ประเมินว่า ภายในไม่ถึง 30 ปีนับจากนี้ โลกจะเผชิญกับสถานการณ์การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหลายสปีชีส์, เกิดโรคระบาดแพร่หลายกว้างขวางมากขึ้น, เผชิญกับอุณหภูมิร้อนแรงเหลือเชื่อ, ระบบนิเวศล่มสลาย, เมืองใหญ่ริมชายฝั่งต้องรับมือกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นมาก

ภาวะภูมิอากาศสุดโต่ง ไม่เพียงทำลายชีวิตอย่างเฉียบพลัน ยังก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรังขึ้นในสังคมโลก ผู้คนต้องอพยพ ผลผลิตอาหารเสียหายซ้ำซาก เกิดทุพโภชนาการ และโรคระบาดร้ายแรงตามมา

สรุปความง่ายๆ ก็คือว่า ไอพีซีซี ประเมินว่า ผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะเกิดเร็วขึ้น และรุนแรงมากขึ้นกว่าที่คิดกันไว้ในตอนแรกนั่นเอง

*****

อดอยาก, แล้งเข็ญ และ โรคระบาด คือสิ่งที่ไอพีซีซีเชื่อว่าผู้คนบนโลกหลายร้อยล้านคนจะเผชิญภายในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้านี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจนในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีส่วนน้อยมากในการสร้างสรรค์ความเดือดร้อนให้กับโลก

ภายใน 30 ปีข้างหน้าหรือเร็วกว่านั้น ภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายซ้ำซาก, พืชอาหารที่ได้มีสารอาหารที่จำเป็นน้อยลง ในขณะที่การขาดแคลนทำให้ราคาถีบตัวสูงขึ้น

ไอพีซีซี ทำนายว่า ผู้คนบนโลกที่มีส่วนหนึ่งตกอยู่ในภาวะอดอยากอยู่แล้วในเวลานี้ จะอดอยากหิวโหยมากขึ้นอีกถึง 80 ล้านคนในปี 2050

วัฏจักรฝนฟ้าที่แปรปรวน ส่งผลให้ผลผลิตพืชอาหารทั่วทั้งแอฟริกาที่เพาะปลูกโดยอาศัยน้ำจากฟ้าลดปริมาณลง พื้นที่ทำนาในอินเดียที่ใช้ทำนากันอยู่ในเวลานี้ จะกลายเป็นพื้นที่ซึ่งไม่เหมาะกับการทำนาไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์

ผลผลิตข้าวโพดของโลกซึ่งลดลงไปถึง 4 เปอร์เซ็นต์แล้วในเวลานี้เมื่อเทียบกับเมื่อปี 1981 มีแนวโน้มลดลงไปอีก ผลผลิตข้าวฟ่าง (sorghum) และ มิลเลท (millet ข้าวฟ่างพันธุ์เม็ดเล็ก) ในพื้นที่แอฟริกาตะวันตกจะลดลง 15 เปอร์เซ็นต์และ 20 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ

การสูญเสียแปลงเพาะปลูกพืชอาหารแบบเฉียบพลัน จากน้ำท่วมหรือความแห้งแล้ง เกิดถี่ขึ้นต่อเนื่องในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาและจะทวีขึ้นเรื่อยๆ

โลกร้อนทำให้ได้ผลผลิตพืชอาหารน้อยลง ในเวลาเดียวกันก็ทำให้ ผลผลิตที่ได้ก็มีสารอาหารที่จำเป็น มีคุณค่าทางโภชนาการ ลดน้อยลงตามไปด้วย

พืชโปรตีนอย่างข้าว, ข้าวสาลี, บาร์เลย์ และมันฝรั่ง สารอาหารจะลดลงระหว่าง 4-6 เปอร์เซ็นต์ ทำให้คนอีกราว 150 ล้านคนเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดโปรตีน

ในขณะที่ราคาธัญพืชจะถีบตัวสูงขึ้นราว 1 ใน 3 ในปี 2050 ส่งผลให้มีผู้ที่ตกอยู่ใกล้ภาวะ “อดอยากเรื้อรัง” เพิ่มขึ้นอีก 183 ล้านคน

เด็กๆ ที่ตกอยู่ในสภาพทุพโภชนาการ ในเอเชียและแอฟริกา จะเพิ่มขึ้นอีก 10 ล้านคน

80 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เสี่ยงต่อการเผชิญภาวะอดอยากหิวโหยเหล่านี้ อยู่ใน แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งอาหารของโลก

แต่ถูก “ดิสรัปต์” อย่างรุนแรงเพราะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกนั่นเอง

******

ไม่เพียงจะเกิดวิกฤตอาหารโลก ขึ้นเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดขึ้นมาแล้วจะส่งผลให้เกิด “วิกฤตน้ำ” ขึ้นอีกด้วย ผู้คนเป็นเรือนล้านที่เคยเข้าถึง “น้ำที่สะอาดปลอดภัย” จะเปลี่ยนไปอยู่ในสภาพผันผวน ไม่แน่นอน เพราะภาวะโลกร้อน

ทีมวิจัยของไอพีซีซี พบว่า ประชากรราวครึ่งหนึ่งของโลกในเวลานี้ตกอยู่ในสภาวะ “ไม่มีความมั่นคงของน้ำ” ซึ่งจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีกจากภาวะโลกที่ร้อนขึ้นทุกขณะ

ผลก็คือภายในปี 2050 ผู้คน ระหว่าง 30 ล้านคนถึง 140 ล้านคน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, แอฟริกาและละตินอเมริกา จะกลายเป็น “ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ” เพื่อแสวงหาแหล่งน้ำ, แหล่งทำเกษตรกรรมใหม่ และเพราะพื้นที่อยู่อาศัยแต่เดิมถูกน้ำท่วมเมื่อระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น

แหล่งน้ำใต้ดิน ซึ่งผู้คนราว 2,500 ล้านคนพึ่งพาใช้อุปโภคบริโภคอยู่ในเวลานี้ จะผันผวนอย่างหนักในปี 2050 ในขณะที่ ธารหิมะ, ธารน้ำแข็งบนยอดเขาสูงซึ่งละลายหายไปเรื่อยๆ จะส่งผลกระทบต่อวัฏจักรน้ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิด “ภาวะตึงเครียด” ขึ้นกับคนอีกราว 2,000 ล้านคนหรือไม่ก็ทำให้ความตึงเครียดที่เกิดจากการแย่งแหล่งน้ำกันแต่เดิม ทวีความรุนแรงมากขึ้น

เมื่อถึงปี 2050 วิกฤตน้ำจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก หายไปถึง 0.50 เปอร์เซ็นต์!

******

เมื่อขาดน้ำ ขาดอาหาร โรคร้ายและการเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะเกิดขึ้นตามมา ในรายงานชิ้นนี้ ไอพีซีซี แสดงให้เห็นว่า ภาวะโลกร้อนทำให้พื้นที่ที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของยุงและสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคอื่นๆ ขยายวงเพิ่มมากขึ้น

เมื่อถึงกลางศตวรรษนี้ ประชากรราวครึ่งหนึ่งของโลก จะเผชิญกับโรคติดต่อที่ผ่านสัตว์พาหะเหล่านี้ อย่างเช่น ไข้เด็งกี, ไข้เหลือง, และ ไข้ซิกา เช่นเดียวกับโรค มาลาเรีย และ โรค ไลม์

อัตราการเสียชีวิตของเด็กๆ จากอาการท้องร่วงจากโรคอหิวาต์ จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่หยุดจนกว่าจะถึงปี 2050

ความร้อนกับคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ รวมไปถึงปัญหาของชั้นโอโซน จะส่งผลให้โรคที่ไม่ติดต่อ อย่างเช่น โรคปอดและโรคหัวใจ “เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” เช่นเดียวกันกับความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจาก อาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคในน้ำหรือไม่สะอาดเพียงพอ

สุดท้ายก็คือความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอุบัติใหม่ ที่จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ (pandemic) ของโลกก็จะเพิ่มสูงขึ้น กดดันต่อแนวหน้าของระบบสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้นมหาศาล และในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานมากขึ้นมหาศาลอีกด้วย

โควิด-19 คืออุทธาหรณ์ที่ดีที่สุดในกรณีนี้!

ที่มา :  นสพ.มติชนรายวัน
ผู้เขียน : ปิยมิตร ปัญญา
เผยแพร่วันที่ 28 มิถุนายน 2564

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com