ไบเดนตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 50% เมื่อมหาอำนาจเอาจริงเรื่องแก้ปัญหาโลกร้อน


  • นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศให้ต่ำกว่าระดับในปี 2548 (ประมาณ 1,670 ล้านตันต่อปี) ราว 50%-52% ให้ได้ภายในปี 2573
  • การที่สหรัฐฯจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯให้ได้ตามเป้าหมายของนายไบเดน จะหมายถึงความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับวิถีชีวิตของชาวอเมริกัน ตั้งแต่เลิกการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า และเปลี่ยนอุตสาหกรรมรถยนต์จากน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นพลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้น
  • ขณะที่ความท้าทายอีกอย่างของเป้าหมายนี้คือ อุปสรรคทางการเมืองในประเทศ เพราะถึงแม้ว่าพรรคเดโมแครตของนายไบเดนจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในสภาสูงพวกเขามีคะแนนเสียงเท่ากับพรรครีพับลิกัน ซึ่งที่ผ่านมาต่อต้านการใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อสู้กับปัญหาโลกร้อนมาตลอด

สัปดาห์ที่ผ่านมา (22 เม.ย.) สหรัฐฯเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผ่านวิดีโอออนไลน์ ว่าด้วยปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ มีผู้นำกว่า 40 ประเทศเข้าร่วม โดยประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวเปิดงานด้วยการให้คำมั่นว่า สหรัฐฯจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้ต่ำกว่าระดับในปี 2548 ราว 50%-52% ให้ได้ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นตัวเลขสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่สหรัฐฯเคยตั้งไว้ถึงสองเท่า

นายไบเดน กล่าวว่า "จากการเปิดเผยของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า นี่เป็นทศวรรษแห่งการชี้ชะตา นี่เป็นทศวรรษที่เราต้องมีการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดจากวิกฤติความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ" เขาบอกว่า "เราต้องพยายามรักษาอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เพราะโลกที่อุณหภูมิเพิ่มมากเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จะหมายถึงการเกิดไฟป่า น้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และเฮอริเคน ที่บ่อยและรุนแรงยิ่งขึ้น ทำลายวิถีชีวิตของคนในชุมชน พรากชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนไป"

นายไบเดน ระบุว่า สัญญาณเตือนในตอนนี้เป็นสิ่งที่เราต้องไม่พลาด เพราะวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ และหากเราไม่ทำอะไรเลยก็จะเกิดผลกระทบตามมาอย่างมหาศาล โดยสหรัฐฯจะไม่รอ และจะแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

ผู้นำสหรัฐฯกล่าวว่า จะต้องมีการบังคับปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและความรู้สึกรับผิดชอบ เพื่อจัดการแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นสิ่งรัฐบาลไบเดนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ นับตั้งแต่แรกที่เข้ามาทำงานในทำเนียบขาว ตั้งแต่การกลับมาเป็นผู้นำโลกในการแก้ปัญหาโลกร้อน และกลับเข้าสู่ความตกลงปารีสลดโลกร้อน แต่การประกาศแผนครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่บรรดานักอนุรักษ์และรณรงค์ต้านโลกร้อนอย่างมาก

นาธาเนียล คีโอเฮน จากกองทุนปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ กล่าวว่า การออกมาประกาศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้ต่ำกว่าระดับในปี 2548 ราว 50%-52% ให้ได้ภายในปี 2573 นั้นผู้นำสหรัฐฯสามารถตั้งเป้าได้ตามความคาดหวัง ต่อความเร่งด่วนของการจัดการปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยน เป็นตัวเลขที่วิทยาศาสตร์ชี้ว่าจะช่วยให้โลกรอดปลอดภัยจากผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และจะทำให้สหรัฐฯก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการต่อสู้กับปัญหาโลกร้อน เช่นเดียวกับการกลับเข้าสู่ความตกลงปารีสลดโลกร้อน

นายคีโอเฮน กล่าวว่า "แต่การที่สหรัฐฯจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯให้ได้ตามเป้าหมายของนายไบเดน จะหมายถึงความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับวิถีชีวิตของชาวอเมริกัน" ตั้งแต่เลิกการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า รถยนต์ รถบรรทุกก็ต้องเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นไฟฟ้า

ย้อนไปในยุครัฐบาลนายบารัค โอบามา สหรัฐฯทำได้เพียงครึ่งทางของเป้าหมายที่ประกาศไว้ในความตกลงปารีสลดโลกร้อน โดยตัวเลขก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงในช่วงนั้น ส่วนใหญ่มาจากการทดแทนพลังงานถ่านหินด้วยก๊าซธรรมชาติตามแรงผลักดันของตลาด

อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้วสหรัฐฯอยู่ในช่วงประกาศล็อกดาวน์ ตัวเลขปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงไปประมาณ 21% เทียบกับของเมื่อปี 2548 เรียกได้ว่า ขนาดเศรษฐกิจชัตดาวน์ไป และประชาชนส่วนใหญ่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน สหรัฐฯยังปล่อยก๊าซลดลงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ประธานาธิบดีไบเดนตั้งไว้

ผู้เชี่ยวชาญขององค์กรสีเขียวหลายกลุ่ม วิเคราะห์ออกมาว่า หากจะทำตามเป้าหมายลดโลกร้อนระยะ 10 ปีให้ได้สำเร็จตามเป้า จะต้องมีการขับเคลื่อนจากรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ชาวอเมริกันจะต้องหันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าภายในปี 2578 รัฐบาลต้องเสนอเพิ่มมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้คนซื้อรถพลังงานไฟฟ้า จากเดิมอยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 235,500 บาท) แต่หลังจากนั้นผู้บริโภคจะต้องซื้อรถไฟฟ้าเพราะไม่มีทางเลือกอื่น

ด้านสภาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯจะต้องเพิ่มการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ปลอดคาร์บอนเป็น 80% จากเดิม 40% ในปัจจุบัน ถึงจะมีหวังทำได้สำเร็จตามเป้าของนายไบเดน นอกจากนี้ยังต้องปิดเหมืองถ่านหินทั้งหมด และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดอย่างพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ขึ้นอีกประมาณ 6-7 เท่าตัว บรรดาเกษตรกรจะต้องเข้าสู่แผนทำการเกษตรและป่าไม้เพื่อลดโลกร้อน

แม้ว่าตอนนี้ประธานาธิบดีไบเดนจะยังไม่ได้เปิดเผยโรดแม็ปสำหรับการมุ่งไปสู่เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามที่ประกาศไว้ แต่ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการคือการปรับเปลี่ยนมาสู่ระบบ "Macrogrid" ระบบกระจายไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่จะส่งไฟฟ้าระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออกได้ทั่วประเทศ  

นอกจากนี้คาดว่าสหรัฐฯจะเร่งดำเนินการสนับสนุน "เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์" จากโรงไฟฟ้าประเภทถ่านหิน กระบวนการกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยก๊าซคาร์บอนฯจะถูกแยกออกจากก๊าซชนิดอื่น ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นกุญแจสำคัญของการบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีส

ขณะที่รัฐบาลไบเดนยังจำเป็นต้องขจัดอุปสรรคทางการเมืองในประเทศ เพราะถึงแม้ว่าพรรคเดโมแครตของนายไบเดนจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในสภาสูง พวกเขามีคะแนนเสียงเท่ากับพรรครีพับลิกัน รัฐบาลไบเดนซึ่งประกาศแผนลดโลกร้อนอย่างจริงจัง มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับแรงสนับสนุนทางการเมืองจากทั้งสองฝ่าย และมีการสืบต่อนโยบายไปในทิศทางเดียวกันในอนาคตข้างหน้า.  

ผู้เขียน : เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์

ข้อมูล : BBC, The Washington Post, CNBC

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 26 เมษายน 2564

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com