โครงการที่ไม่มีใครต้องการกับคำถามจากภาคประชาสังคม


Blogpost โดย วัชรพล แดงสุภา -- กันยายน 22, 2559

หลายคำถามภาคประชาสังคม

อีกเพียง 5 วันก็จะถึงกำหนดส่งผลงานพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งให้กับกรุงเทพมหานคร แม้จะมีคำถามและการคัดค้านอย่างต่อเนื่องจากภาคประชาสังคมมากเพียงใด แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการจะรับฟังเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคม อีกทั้งยังอ้างว่ามีประชาชนในกรุงเทพมหานครมากกว่า 95% ที่เห็นด้วยกับโครงการนี้

ด้วยเหตุนี้ทางสมัชชาแม่น้ำซึ่งประกอบด้วยแทนจากหน่วนงานภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจกว่า 70 องค์กรจึงได้จัดการเสวนาขึ้นอีกครั้งในหัวข้อ “โครงการทางเลียบแม่น้ำ 14กม. สร้างสรรค์หรือทำลาย” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 21 กันยายน 2559  เพื่อให้สังคมตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างโครงการนี้ และเพื่อให้สถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานภาครัฐทบทวนการก่อสร้างโครงการดังกล่าว งานเสวนาครั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนได้ร่วมแสดงความเห็นคัดค้านต่อโครงการนี้ พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยถึงผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากโครงการ

นางภารณี สวัสดิรักษ์ ตัวแทนสมัชชาแม่น้ำกล่าวว่า “อีกห้าวัน สจล. จะส่งผลงานให้กับทาง กทม. แล้วจะนำไปสู่การประมูล มีเสียงคัดค้านมากมาย แต่โครงการนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไปเหมือนกับรถเบรกแตก ซึ่งนี่คือความน่ากลัว”

นายยศพล จันทรสม อีกหนึ่งตัวแทนจากสมัชชาแม่น้ำกล่าวว่า “แผนการพัฒนาชุมชนถูกยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างในโครงการนี้ แต่ในความจริงแล้วแผนการฟื้นชุมชนกลับถูกผลักให้เป็นโครงการในอนาคต ทางเลียบแม่น้ำซึ่งใช้งบมากที่สุดถูกนำมาทำเป็นโครงการแรก ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ได้รับการต่อต้านมากที่สุด แผนแม่บทการพัฒนาควรนำแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goal) มาเป็นตัวตั้ง ซึ่งในการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นจะต้องคำนึงถึงหุ้นส่วน หรือ ความเท่าเทียมในการพัฒนา”

เช่นเดียวกับ อ.ยรรยงค์ บุญหลง สถาปนิกชุมชนและนักเขียนที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการมีส่วนร่วมของประเทศในทวีปอเมริกาใต้ (Participatory Voting) นอกจากนั้น อ.ยรรยงค์ ยังได้นำเสนอการพัฒนาการเชื่อมโยงของระบบคลองและระบบรางให้เป็นการคมนาคมทางเลือกแทนการสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา

ในขณะที่นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความเห็นว่า “เรื่องนี้(โครงการทางเลียบแม่น้ำ) คิดถึงผลประโยชน์ระยะสั้น มากกว่าผลประโยชน์ในระยะยาว และหากนำแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติมาพิจารณาเราควรจะต้องมองให้เห็นถึงปัญหาในระยะยาว ซึ่งในอีกสามสิบปีข้างหน้าระดับน้ำทะเลจะยกตัวขึ้น 0.2 – 0.9 เมตร และจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกรุงเทพมหานคร สิ่งนี้เองที่ภาครัฐควรให้ความสนใจมากกว่า”

ทางด้าน อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปราชญ์แห่งสยามได้ให้ความเห็นเป็นสามประเด็นหลักว่า 1. อย่าคิดว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาได้หมด ธรรมะคือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ 2. อย่าลืมกำพืดของตนเอง คนไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ก็อยู่กับน้ำมาตลอด พอหันมาใช้รถยนต์ก็เกิดปัญหาขึ้นมากมาย 3. แม่น้ำวันนี้เต็มไปด้วยมลพิษ ควรแก้ปัญหาเรื่องความสะอาดก่อน มีตัวอย่างที่ทำสำเร็จมาแล้วคือแม่น้ำไรน์ และทะเลสาบเจนีวา

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ที่ปรึกษาคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ให้ความเห็นว่า “แม่น้ำมันก็เป็นอย่างนี้ แต่ทำไมต้องทำให้มันเป็นอย่างอื่น กระบวนการคิดกระบวนการทำในปัจจุบันมันไม่ตอบโจทย์”

“มัน (การพัฒนา) จะต้องตอบสนองกับภูมิสังคม (คน สิ่งแวดล้อม วันธรรมประเพณี) ซึ่งมีความสลับซับซ้อนมาก ไม่ใช่สิ่งที่สถาบันจะมาคิด ซึ่งเรื่องนี้จะไม่สำเร็จ งานวิศกรรมน้ำจะส่งผลกระทบมากหากจะทำอะไรให้มันผิดแปลงไปจากปัจจุบัน ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ไม่ใช่แบบที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน” นายปราโมทย์กล่าวเสริม

อ.เผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ – สถาปัตยกรรม ได้ให้ความเห็นอย่างเผ็ดร้อนว่า “พระจอมเกล้าฯ เป็นแค่นายหน้า แล้วไปจ้างบริษัทเอกชนมาออกแบบ...เห็นแบบวิมานพระอินทร์แล้วแทบลมใส่ พอคนต่อต้านก็จะเอาหลังคาพระราชวังมาใส่ ซึ่งมันไม่ใช่ ไม่เหมาะสม การสร้างสะพานสูงสองเมตรกว่ามาบังวัดวาอารามริมน้ำ มันคือกำแพงบังสายตาตลอด14 กม. ผมไม่ต้องพูดด้วยหลักวิชาการอะไร นี่มันเรื่องของสามัญสำนึกล้วน ๆ

เช่นเดียวกันกับนายนิวัติ กองเพียร นักเขียนนักวิจารณ์ที่แสดงความเห็นว่า “ไม่รู้ว่าใครขโมยแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงต้องเอามาคืน ไม่ได้สนใจความเป็นไปในโลกเลยว่าเขาคิดอะไรกันและกำลังหวนกลับสู่อะไรกัน...อย่าให้ใครมาย่ำยีแม่น้ำเจ้าพระยาของเรา เอาเงินหนึ่งหมื่นสี่พันล้านมาทำการเชื่อมต่อในระบบคลองกับระบบรางให้ได้ก็น่าจะเข้าท่ากว่า หรือเอาเงินมาทำให้แม่น้ำสะอาดดีกว่าไหม ทำตั้งแต่ปากน้ำโพยันปากอ่าวเลย”

อ.ศศิน เฉลิมลาภ เลขาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรให้ความเห็นว่า แบบร่างที่สจล.นำเสนอนั้นเลือกนำเสนอนั้นให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว “มุมที่นำเสนอมันผิด มันต้องนำเสนอจากมุมที่มองจากเรือด้วย วันนี้เจ้าพระยาเป็นแลนด์มาร์คอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำไม...ตัวอย่างทางเดินจากปากเกร็ดก็ทำลายทัศนียภาพริมน้ำอย่างมากแล้ว” อ.ศศินยังตั้งข้อสังเกตถึงผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ว่า “มีตัวอย่างตลิ่งพังจากที่ปากเกร็ดบ้านถล่มลงน้ำ พอคนอยู่ไม่ได้ทางนี้ก็จะปิดโอกาสให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการนี้ทำเพื่อใครกันแน่

จากนั้นได้มีการแถลงการณ์คัดค้านโครงการริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาโดยมีใจความสำคัญคือ กรรมการสภาวิศวกรเห็นว่าสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบังและมหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้ดำเนินโครงการตามข้อตกลงที่ทำไว้ได้เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตประเภทนิติบุคคลตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย 

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com