การเมือง และความเสี่ยงของแผนแม่บทโลกร้อน


หลายท่านคงไม่ทราบว่า ประเทศไทยมีการจัดทำ “แผนแม่รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”ไว้นานแล้ว แต่ยังไม่สามารถประกาศเป็นแผนอย่างเป็นทางการเนื่องจากต้องรอความเห็นชอบจาก “คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการฯ แผนแม่บทฉบับนี้เป็นแผนระยะยาวสำหรับอีก 36 ปีข้างหน้า (ช่วงปี ค.ศ. 2013 -2050) เนื่องจากใช้ปี 2050 เป็นหลักตามกรอบเวลาที่เจรจากันในเวทีระหว่างประเทศ


อันที่จริงในช่วงปลายปี 2556 ได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการดังกล่าว เพื่อการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนแม่บทฯ รวมทั้งการพิจารณาเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในช่วงก่อนปี ค.ศ.2020 เพื่อเตรียมนำไปแถลงในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งที่ 19 ที่ประเทศโปแลนด์ แต่ทางรองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ทำหน้าที่เป็นประธานของคณะกรรมการฯ ได้ตัดสินใจเลื่อนการประชุมเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังตึงเครียด หลังจากนั้นเมื่อมีการประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 จึงยังไม่มีการประชุมคณะกรรมการฯ อีกเลยจนถึงปัจจุบัน ตรงนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมืองที่มีผลต่อแผนแม่บทโลกร้อน

แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation)  ยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกและการส่งเสริมการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (Mitigation) และยุทธศาสตร์การสร้างขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Capacity Building) ในแผนแม่บทได้กำหนดเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจนไว้หลายด้าน ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ.2564 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศลดลงร้อยละ 7-20 ในภาคพลังงานและคมนาคมขนส่งเมื่อเทียบกับกรณีเหตุการณ์ปกติ (BAU) การมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศอย่างน้อยร้อยละ 25 เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในอนาคตเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว และแผนแม่บทผ่านการพิจารณาเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแห่งชาติแล้ว ยังมีความเสี่ยงทางการเมืองอีกหลายประการต่อการนำแผนแม่บทนี้ขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ นับตั้งแต่นักการเมือง รัฐบาลให้ความสำคัญต่อเรื่องปัญหาโลกร้อนในระดับต่ำ รัฐบาลมักมีมุมมองว่าแม้ว่าปัญหาเรื่องโลกร้อนสำคัญแต่เป็นเรื่องระยะยาว ในขณะที่มีปัญหาในด้านเศรษฐกิจที่ต้องเร่งแก้ไขฟื้นฟูหลังที่ผ่านช่วงวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง หรือการมีมุมมองว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อนจะมีผลกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจ อาจทำให้เสียคะแนนนิยม ฯลฯ ความเสี่ยงทางการเมืองเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศไม่ใช่เฉพาะกรณีประเทศไทย

นอกเหนือจากความเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมืองข้างต้นแล้ว แผนแม่บทโลกร้อน (รวมทั้งแผนแม่บทในเรื่องต่างๆ ของประเทศไทย) ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงอีกหลายประการ เช่น ความซ้ำซ้อนของระบบนโยบายและแผนเนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีแผนงานเฉพาะที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ปัญหาการได้รับงบประมาณสนับสนุนไม่ครอบคลุมตามแผนแม่บท โครงการบางส่วนได้รับงบประมาณ แต่โครงการหรือกิจกรรมสำคัญบางเรื่องไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณ ทำให้การขับเคลื่อนแผนโดยรวมไม่บรรลุเป้าหมายที่คาดหวัง ฯลฯ

คำถามคือ ต้องทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านั้น และทำให้แผนแม่บทโลกร้อนขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติได้จริง ?

ในด้านที่ตอบโจทย์กับความเสี่ยงต่อปัจจัยทางการเมือง ต้องทำให้การดำเนินงานจัดการแก้ไขปัญหาโลกร้อนเกิดผลประโยชน์ร่วมหลายด้าน (Multiple Benefit) เช่น การจัดการปัญหาบ่อขยะโดยการใช้ก๊าซมีเทนจากบ่อขยะไปเป็นพลังงาน ซึ่งจะแก้ปัญหาทั้งด้านขยะ ด้านมลพิษ ด้านสังคม ด้านพลังงาน และเรื่องโลกร้อนไปพร้อมๆกัน เป็นต้น แนวคิดแบบสร้างผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจหรือเหตุผลโน้มน้าวที่เพียงพอ

ในขณะเดียวกันการแก้ไขปัญหาโลกร้อนต้องตอบโจทย์ทางการเมือง สร้างความนิยมทางการเมือง เช่น นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจน การยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การแข่งขันทางการค้า การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ความมั่นคงทางด้านระบบนิเวศ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น การสร้างระบบติดตาม รองรับผลผลิตจากระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเป็นมาตรการหนึ่งที่ช่วยแก้ไขป้องกันการบุกรุกขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด (และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ) เข้าไปในพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นปัญหาทั้งในแง่การทำลายป่าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ความมั่นคงด้านระบบนิเวศ และปัญหาจากการใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าของประเทศคู่ค้า (ไม่รับซื้อผลผลิตเกษตรที่มาจากการทำลายป่า)

ในอีกด้านหนึ่ง ต้องสร้างความเข้าใจและทำให้การแก้ไขปัญหาโลกร้อนนำไปสู่การสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน และสร้างรายได้แก่รัฐบาล เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นรูปแบบหนึ่งของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว การเติบโตแบบสีเขียว เช่น การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทน การส่งเสริมธุรกิจด้านพลังงานทดแทน หลายประเทศได้ใช้แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน เม็กซิโก เกาหลีใต้ ฯลฯ การแก้ไขปัญหาโลกร้อนไม่จำเป็นต้องทำให้เศรษฐกิจลดการขยายตัว

ในสภาพที่การเมืองไทยและสังคมไทยยังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน การจัดสมดุลทางอำนาจใหม่ยังไม่ลงตัว ในอนาคต เราอาจต้องเผชิญกับภาวะที่มีรัฐบาลรักษาการณ์ที่ยาวนานอีก ควรมีข้อกำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า ในระหว่างยุบสภา หากยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายในกี่เดือน จะสามารถเรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องที่สำคัญได้อย่างไร พิจารณาเรื่องใดได้บ้าง หรือใครจะทำหน้าที่เป็นประธานแทน หรือมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ที่ประธานคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติเรื่องโลกร้อน (รวมทั้งในเรื่องต่างๆ) ไม่จำเป็นต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ตรงนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของโจทย์การปฏิรูปกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะและการปฏิรูปการใช้อำนาจทางการเมืองของประเทศไทยภายใต้กระแสการปฏิรูป

เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ผู้เขียน: ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com