พลังทางสังคมเพื่อการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม


“พลังทางสังคมเพื่อการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม” เป็นชื่อหัวข้อการจัดงานเวทีความคิดเพื่อการปฎิรูปประเทศ ครั้งที่ 6 ซึ่งทางเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปเพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ชื่อดังกล่าวสะท้อนถึงจุดยืน ท่าทีและแนวคิดเกี่ยวกับการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปของเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปที่ต้องการสื่อสารต่อสาธารณะได้ค่อนข้างชัดเจน

เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป ( Reform Now Network : RNN) เป็นการรวมตัวขององค์กร เครือข่าย และบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง มีจุดยืนร่วมกันที่ต้องการผลักดันให้กระบวนการปฏิรูปมีความก้าวหน้าและเกิดผลสำเร็จโดยอาศัยพลังทางสังคม นำไปสู่การแก้ไขสาเหตุรากฐานของปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยและช่วยสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น เครือข่ายเริ่มทำกิจกรรมเปิดต่อสาธารณะตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2557 และมีการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ มาเป็นลำดับทั้งในส่วนกลางและในภูมิภาค (ดูรายละเอียดได้ที่ www.rnnthailand.com) บทบาทของเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปที่จะขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปให้เดินหน้าต่อไปภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน จะมี 2 บทบาทหลัก คือ (หนึ่ง) การสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการปฏิรูป นำพลังทางสังคมมาเสริมหนุนและผลักดันการปฏิรูปในเกิดความก้าวหน้า (สอง) การมีบทบาทติดตามเฝ้าระวังกลไกปฏิรูปในระดับชาติที่จะจัดตั้งขึ้น ในบางโอกาสอาจมีข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะเพื่อการการดำเนินงานของกลไกในระดับชาติมีความรอบคอบและรอบด้านมากที่สุด

เนื่องจากในช่วงเวลานี้เป็นระยะสำคัญของการออกแบบกลไกและกระบวนการปฏิรูป เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปจึงได้จัดทำข้อเสนอหารือกับสาธารณะทั้งในเชิงหลักการ กลไกและกระบวนการปฏิรูป และเนื้อหาการปฏิรูป สาระสำคัญของข้อเสนอหารือมีดังนี้

หลักการสำคัญของการปฏิรูป :  ทุกฝ่าย ทุกกลุ่มสีทางการเมืองต้องมีส่วนร่วมในการปฏิรูป และให้เป็นเจ้าของวาระการปฏิรูปร่วมกัน ไม่ควรให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งมีบทบาทในเชิง “รับเหมา” การปฏิรูป แต่ควรเปิดขยายพื้นที่ทางการเมืองให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีบทบาท และร่วมในภารกิจขับเคลื่อนการปฏิรูป (โปรดดูรายละเอียดในหัวข้อต่อไป)

กลไกการปฏิรูป : ต้องมีกลไกปฏิรูปที่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน และสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ในระดับชาติ ช่วงระยะสั้น (1 ปีแรก) จัดตั้ง “สภาปฏิรูป”เป็นกลไกปฏิรูป สำหรับในระยะหลัง 1 ปีแรกและในระยะยาว (ซึ่งมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว) อาจดำเนินการได้สองทางเลือก (หนึ่ง) ให้สภาปฏิรูปเป็นกลไกที่ทำงานต่อไป แต่ควรมีการคัดเลือกหรือสรรหาสมาชิกชุดใหม่เพื่อสร้างความชอบธรรมและการยอมรับจากทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น (สอง) ในระหว่างช่วง 1 ปีแรก ให้มีการศึกษาเกี่ยวกับ “กลไกการปฏิรูปประเทศ” ระยะยาว แล้วนำผลการศึกษานั้นมาจัดตั้งกลไกปฏิรูป

ประเด็นสำคัญ คือ ตั้งแต่ในช่วง 1 ปีแรก ควรมีกลไกการปฏิรูปที่ไม่จำกัดเฉพาะสภาปฏิรูป ต้องเปิดกว้าง รองรับเครือข่าย องค์กรที่ทำงานเกี่ยวโยงกับปฏิรูปด้านต่างๆ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในทุกภูมิภาค ทุกจังหวัด และสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงในเชิงบทบาทหน้าที่ระหว่างสภาปฏิรูปกับกลไกปฏิรูปภาคประชาสังคมที่มีอยู่หรือมีการจัดตั้งขึ้นใหม่ (ดูเนื้อหาข้อเสนอที่สำคัญในแผนภาพ)



กระบวนการปฏิรูป : เพื่อเปิดขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมในกระบวนการปฎิรูป ดังนั้น ในธรรมนูญชั่วคราวพ.ศ. 2557 ที่กำลังร่างอยู่ ควรรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายเพื่อการปฏิรูป โดยให้มีแนวทางปฏิบัติเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2556 ในขณะเดียวกันควรให้ “องค์กรอิสระ” ที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญที่ยังคงทำหน้าที่อยู่ ได้มีบทบาท เป็นช่องทางในการเสนอกฎหมายเพื่อการปฏิรูปด้วย เช่น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ เนื่องจากองค์กรเหล่านี้มีประสบการณ์ทำงานที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการปฏิรูปในด้านที่องค์กรเกี่ยวข้อง และจะเป็นช่องทางที่ช่วยสนับสนุนการเสนอกฎหมายของภาคประชาชนอีกด้วย

นอกจากนี้ ในบางกรณีที่ไม่สามารถหาข้อยุติเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปบางเรื่องได้ ควรให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ได้ใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงในการร่วมตัดสินใจโดยผ่านกลไก “การออกเสียงประชามติ” ซึ่งอาจเป็นการทำประชามติเพื่อการปรึกษาหารือ หรือการทำประชามติเพื่อให้มีผลผูกพัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาเป็นรายกรณี ซึ่งขึ้นกับประเด็นและความซับซ้อนของหัวข้อปฏิรูป

หัวข้อ เนื้อหาการปฏิรูป : เนื่องจากมีหัวข้อปฏิรูปที่เป็นปัญหาสะสม ค้างคาอยู่มากมาย จะเห็นได้ว่าเริ่มมีการเสนอหัวข้อปฏิรูปต่างๆ มากมาย ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญของหัวข้อเนื้อหาปฏิรูปที่จะดำเนินการเร่งด่วนให้มีผลความก้าวหน้าหรือสำเร็จในระยะ 1 ปี และหัวข้อปฏิรูปที่เป็นภารกิจไม่เร่งด่วน เป็นเรื่องที่เริ่มต้นทำได้ตั้งแต่ปีแรก แต่ไม่ต้องเร่งรัดให้มีผลงานหรือทำเสร็จในช่วง 1 ปีแรก เช่น ปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ

ในช่วง 1 ปีแรกของการปฏิรูป ควรให้น้ำหนักต่อกรอบเนื้อหาการปฏิรูปที่ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ แต่ไม่มากจนเกินไป จนเป็นภาระที่ลดทอนความเป็นไปได้ที่จะทำให้การปฏิรูปเกิดความก้าวหน้า บทเรียนของการปฏิรูปที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความปรารถนาดีที่ต้องการทำการปฏิรูปทุกเรื่องไปพร้อมกัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปขับเคลื่อนได้ยาก ประเด็นการปฏิรูปที่เป็นแกนสำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปการเมืองในทุกมิติ (สถาบันทางการเมือง กระบวนการเข้าสู่อำนาจ การกำกับควบคุมการใช้อำนาจ การตรวจสอบการใช้อำนาจ และการปฏิรูปภาคความมั่นคง) การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และการกระจายอำนาจ หากเกิดความก้าวหน้าของการปฏิรูปในหัวข้อเหล่านี้ จะเป็นฐานทำให้การปฏิรูปในเรื่องอื่นๆ เกิดผลสำเร็จได้ง่ายขึ้น

ข้อเสนอข้างต้นนี้ เป็นข้อเสนอที่เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปจัดทำและนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อเป็นจุดตั้งต้นในการเชิญชวนประชาชนที่มีความสนใจ ผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ มาร่วมกันคิดเติมต่อ บนพื้นฐานแนวคิดว่าการปฏิรูปเป็นภารกิจร่วมกันของประชาชนทุกคน และทุกคนเป็นเจ้าของวาะการปฏิรูปประเทศ

เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ผู้เขียน: ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com