ลึกทันใจ : แก้ กม.สิ่งแวดล้อม...เสียงที่รัฐบาลต้องฟัง!!



ร่างกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2560 ทำให้”เครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” นำโดยนายประสิทธิ์ชัย หนูนวล ต้องออกมาคัดค้านและเรียกร้องให้แก้ไขใน 3 ประเด็นหลักคือ 1.ระบบของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ควรมีการประเมินระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งจะช่วยให้เห็นความเหมาะสมกับพื้นที่และเป้าหมายของการพัฒนา หากว่าสอดคล้องจึงค่อยจัดทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA หากไม่สอดคล้องก็ไม่ต้องดำเนินโครงการนั้น 2.ควรตัดมาตรา 53 วรรค 4 ที่ระบุว่า”ในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถดำเนินโครงการไปก่อนได้ในระหว่างรอผลพิจารณา EIA และ 3.องค์การบริหารจัดการระบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมควรแยกเป็นหน่วยงานอิสระ หรือหน่วยงานกลาง

ทั้งนี้เครือข่ายภาคประชาชนฯ เห็นว่า หากกฎหมายฉบับนี้มีผลออกมาบังคับใช้ก็จะส่งผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากจุดอ่อนสำคัญในการทำ EIA และ EHIA ในโครงการต่าง ๆ ของไทยคือ ผู้ว่าจ้างให้ทำก็คือเจ้าของโครงการ ซึ่งแน่นอนว่าต้องพยายามให้ผลการศึกษาสิ่งแวดล้อมผ่าน ขณะที่บริษัทที่รับจ้างทำการศึกษาก็ต้องการเงินจากเจ้าของโครงการ ถ้าผลการศึกษาไม่ผ่านเจ้าของโครงการก็ไม่จ่ายเงิน ดังนั้น บริษัทที่รับจ้างก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ผลการศึกษาผ่าน จึงมีการมั่วข้อมูล อะไรที่เป็นปัญหาก็ไม่ใส่ไว้ในรายงาน สรุปง่ายๆก็คือ การทำ EIA และ EHIA ของไทยเป็นแค่ใบเบิกทางให้สามารถดำเนินโครงการได้เท่านั้น จึงไม่แปลกที่โครงการเหล่านี้มักจะก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและต่อสุขภาพของประชาชนอยู่เสมอ ส่วนร่างกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่ แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากกฎหมายเดิม อีกทั้งยังมีมาตรา 53 วรรค 4 ที่เปิดช่องให้สามารถดำเนินโครงการไปก่อนได้ในระหว่างที่รอผลพิจารณา EIA และ EHIA ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดไฟเขียวให้เดินหน้าทำโครงการทั้งที่ยังไม่ผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

นายประสิทธิชัย ย้ำว่า กฎหมายฉบับใหม่เลวร้ายกว่ากฎหมายเดิมซึ่งมีช่องโหว่อยู่แล้ว หากปล่อยให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้โดยไม่มีการแก้ไขในประเด็นที่กลุ่มเครือข่ายฯเสนอไป ก็ไม่ต้องคิดเลยว่าความสูญเสียจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ประชาชนจะได้รับในอนาคตข้างหน้าจะมากมายและร้ายกาจกว่าที่เคยเกิดขึ้นจากโครงการที่ผ่านๆ มาขนาดไหน

หรือหากยังนึกไม่ออกว่ามีโครงการอะไรบ้าง ก็อยากจะขอยกตัวอย่างมาชี้ให้เห็นกันอย่างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ” จ.ลำปาง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ก่อให้เกิดมลภาวะจากสารพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือกำมะถัน ที่มีผู้ป่วยถึง 1,257 ราย โดยเป็นผู้ป่วยนอก 1,222 ราย และต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 35 ราย วิกฤตน้ำมันรั่วที่ จ.ระยอง” ซึ่งมีน้ำมันดิบถึง 50,000 ลิตร รั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท พีทีที โกบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)ในเครือ ปตท. เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 ทำให้ชายฝั่งเกาะเสม็ด รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ของ จ.ระยอง ถูกปกคลุมไปด้วยคราบน้ำมัน มีปริมาณปรอทเกินค่ามาตรฐานถึง 29 เท่า มีโลหะหนักและสารพิษต่าง ๆ ปนเปื้อนเป็นจำนวนมาก

“โครงการเขื่อนปากมูล” ใน จ.อุบลราชธานี กั้นแม่น้ำมูล เพื่อรองรับการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ทำให้ชาวบ้านต้องย้ายถิ่นฐานในปี 2522 ถึง 4,000 หลังคาเรือน

นี่คือตัวอย่างบางส่วนในอดีตที่ยกมาให้เห็นเท่านั้น ดังนั้น จงอย่าให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยเดิมอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ประชาชนจะต้องตกเป็นเหยื่ออยู่ร่ำไป 

https://youtu.be/U-W5XmE93_g

ทีมข่าวลึกทันใจ รายงาน

โดย : MGR Online วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com