มองญี่ปุ่น..แล้วย้อนดูไทย อุทาหรณ์‘มลพิษอุตสาหกรรม’


อนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท (The Minamata Convention on Mercury) เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) และได้บรรลุข้อตกลงเกิดเป็นหลักการร่วมกันของชาติต่างๆ ขึ้นมาในปี 2556 ซึ่งระหว่างวันที่ 24-29 ก.ย. 2560 นี้ จะมีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะฯ สมัยที่ 1 (COP1) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยไทยก็เป็น 1 ในชาติที่ไปเข้าร่วมประชุมกับประชาคมโลกในครั้งนี้ด้วย

ที่มาที่ไปขออนุสัญญาฉบับนี้ มาจาก “โรคมินามาตะ” (Minamata Disease) ตั้งตามชื่อเมือง “มินามาตะ” ทางตอนใต้
ของประเทศญี่ปุ่น เดิมเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่เลี้ยงชีพด้วยการเป็นชาวประมง กระทั่งในปี 2451 มีโรงงานอุตสาหกรรมมาดำเนินกิจการผลิตสารเคมี และขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการมาของอุตสาหกรรมทำให้เมืองแห่งนี้ “เจริญขึ้นผิดหูผิดตา” ชาวบ้านมีงานทำมีเงินใช้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่แล้ว “หายนะ” ก็เริ่มปรากฏ ในปี 2499 เริ่มมีรายงานว่าชาวบ้านในพื้นที่ป่วยเป็นโรคประหลาด กล่าวคือ มีอาการเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ชาบริเวณปากและแขนขา มือไม้สั่น ชักเกร็ง พูดไม่ชัด และพบผู้ป่วยลักษณะนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาในปี 2502 ทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยคุมาโมโตะ แถลงผลการศึกษาพบว่า ต้นเหตุของอาการป่วยประหลาดนี้มาจากการได้รับ “ปรอท” เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก ซึ่งต้นตอของสารปรอท พบว่ามาจากการ “ลักลอบปล่อยน้ำเสีย” ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จนปนเปื้อนในสัตว์น้ำ และชาวบ้านก็ได้รับสารพิษเมื่อจับสัตว์น้ำมาบริโภค

ที่น่า “สะเทือนใจ” กว่านั้น คือวิกฤติมินามาตะ จบลงด้วยการที่ทางโรงงานตัดสินใจยุติกิจการเองในปี 2511 เพราะมองว่า “ลงทุนแล้วไม่คุ้ม” โดยก่อนหน้านั้นแม้จะมีเสียงเรียกร้อง แต่ทางโรงงานก็ “ปฏิเสธความรับผิดชอบ” มาตลอด ขณะที่หน่วยงานภาครัฐก็มีท่าที “นิ่งเฉย” ไม่ได้เข้าไปจัดการอะไรกับโรงงานอย่างจริงจัง จนมีผลกระทบ มีการฟ้องร้องจนศาลตัดสินให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้าน ซึ่งก็ยังทยอยจ่ายกันอยู่ แม้ทุกวันนี้เมืองมินามาตะจะได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาสวยงามดังเดิมแล้วก็ตาม

ย้อนกลับมายังประเทศไทย กรณีอื้อฉาวที่เทียบเคียงกันได้คงหนีไม่พ้น บ้านคลิตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี สืบเนื่องจากกิจการ เหมืองตะกั่ว ลักลอบปล่อยกากตะกั่วจากโรงแต่งแร่ลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งในปี 2541 เริ่มมีรายงานพบทั้งชาวบ้านและสัตว์เลี้ยงล้มป่วย เมื่อตรวจสอบลำธารก็พบว่ามีสารตะกั่วปนเปื้อนเกินกว่ามาตรฐานที่จะใช้บริโภคได้ นำมาสู่การฟ้องคดี จนล่าสุด 11 ก.ย. 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ตัดสินให้ผู้ประกอบการเหมืองตะกั่ว ชดใช้ค่าเสียหายรวม 36 ล้านบาท รวมทั้งฟื้นฟูแหล่งน้ำให้คืนสภาพเดิม แต่ก็เป็นเวลาหลายปีหลังยุติกิจการไปแล้ว

ทว่าปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรมปนเปื้อนสู่ชุมชนภายนอก คงไม่ได้มีเฉพาะที่คลิตี้ล่างเพียงแห่งเดียว ดังที่ มูลนิธิบูรณะนิเวศ เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “การปนเปื้อนสารปรอทในปลาและร่างกายมนุษย์ ในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและ
โรงไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2559-2560” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการศึกษาร่วมกันระหว่าง เครือข่ายระหว่างประเทศเพื่อกำจัดสารพิษตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม (International POPs Elimination Network - “IPEN”) สมาคมอาร์นิกา องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศสาธารณรัฐเช็ก และมูลนิธิบูรณะนิเวศ

การศึกษานี้ทำโดยใช้วิธี “เก็บเส้นผมของสตรีวัยเจริญพันธุ์” (อายุ 18-44 ปี) จากกลุ่มตัวอย่างรวม 68 คน แบ่งเป็น 2 พื้นที่ ประกอบด้วย พื้นที่รอบเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง จำนวน 34 คน จากชุมชนวัดมาบตาพุด ชุมชนซอยประปา 2 ชุมชนตลาดลาว ชุมชนตากวน-อ่าวประดู่ และชุมชนในตำบลเนินพระ) และ พื้นที่บริเวณเขตอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษและโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี จำนวน 34 คน จาก 3 ตำบล ได้แก่ ต. ท่าตูม ต.บ้านทาม และ ต.หาดนางแก้ว

ผลการตรวจวิเคราะห์ระดับสารปรอทในห้องปฏิบัติการ จากสถาบันวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Research Institute: BRI) สหรัฐอเมริกา อัฏฐพร ฤทธิชาติ นักวิชาการจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ เปิดเผยว่า ตัวอย่างเส้นผมของผู้หญิงจำนวน 50 จาก 68 คน หรือ “ร้อยละ 73.5 ของอาสาสมัครทั้งหมด มีสารปรอทสูงเกิน 1 ppm ซึ่งเกินเกณฑ์อ้างอิงสำหรับสารปรอทในเส้นผม ของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (USEPA)” ชี้ว่ามีความเสี่ยงที่สารปรอทจะส่งผลต่อสมองและอาจทำให้ระดับสติปัญญาลดลง รวมถึงอาจก่ออันตรายต่อไตและหัวใจ

และหากพิจารณาตามพื้นที่จะพบว่า ร้อยละ 68 (23 จาก 34 คน) ของอาสาสมัครจากมาบตาพุด จ.ระยอง มีค่าสารปรอทในเส้นผมสูงเกิน 1 ppm ส่วนพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม จ.ปราจีนบุรี พบว่า ร้อยละ 79 (27 จาก 34 คน) มีค่าสารปรอทในเส้นผมสูงเกิน 1 ppm สำหรับค่าสารปรอทต่ำสุดของพื้นที่มาบตาพุดอยู่ที่ 0.562 ppm ค่าสูงสุดอยู่ที่ 12.512 ppm โดยมีค่าเฉลี่ยคือ 4.34 ppm ส่วนพื้นที่ 3 ตำบลของ จ.ปราจีนบุรี มีค่าสารปรอทต่ำสุดอยู่ที่ 0.625 ppm ค่าสูงสุดอยู่ที่ 10.093 ppm และมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.81 ppm

ขณะที่ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า มูลนิธิฯ เคยเปิดเผยผลการศึกษาสารปรอทในปลาและเส้นผมของคนใน ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เมื่อต้นปี 2556 มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งต่อมา กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 27/2556 เรื่อง จัดตั้งคณะทำงานไตรภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาด้านมลพิษและสารปรอท บริเวณสวนอุตสาหกรรม 304 อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ออกมา

“คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัด รวมถึงตัวแทนชุมชน มีมติให้ตรวจสอบหาที่มาของสารปรอทที่เป็นสาเหตุการปนเปื้อนในปลาและเส้นผมของคน และให้มีการฟื้นฟูคลอง
ชลองแวง ซึ่งเป็นแหล่งขยายพันธุ์ปลาตามธรรมชาติและของสำนักงานประมงจังหวัด ให้มีระบบนิเวศน์และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยดังเดิม แต่จนปัจจุบัน การแก้ปัญหาดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด” ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุ

สำหรับอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท เป้าหมายคือนำไปสู่การควบคุม ลดและเลิกใช้สารปรอทในกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานปูนซีเมนต์ และอื่นๆ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผลการประชุมจะได้ข้อสรุปอย่างไร? และไทยจะรับข้อเสนอมาปฏิบัติได้แค่ไหน? รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร็วๆ นี้ จะมีมาตรการควบคุมการปล่อยมลพิษออกสู่ภายนอกมากน้อยเพียงใด? จะเกิดการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นอย่างมาก เหมือนที่ญี่ปุ่นใช้กรณีมินามาตะเป็นอุทาหรณ์หรือไม่?

เพราะที่ผ่านมา ทั้งคนเล็กคนน้อยในชุมชนที่เจ็บป่วยและสูญเสียที่ทำกินจากสารพิษปนเปื้อน ทั้งภาคธุรกิจเอกชนในภาพรวมทั้งหมดที่ไม่สามารถขยายกิจการต่อได้อีกเนื่องจากไปที่ไหนก็เจอกระแสคัดค้านด้วยความหวาดกลัวอุตสาหกรรมของชาวบ้าน และทั้งประเทศชาติที่ย่อมได้รับผลกระทบในด้านการจัดเก็บภาษี ด้วยความที่อุตสาหกรรมนั้นเป็นรายได้สำคัญอันดับ 2 ของรัฐไทย รองจากภาคบริการ

ไม่มีใครได้ประโยชน์..มีแต่เสียกันถ้วนหน้า!!!

ที่มา : คอลั่ม ข่าว Like สาระ ,หนังสือพิมพ์แนวหน้า 25 กันยายน 2560

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com