'บิ๊กป้อม'สั่งกำจัดซากเซลล์แสงอาทิตย์ หวั่นเป็น'ขยะพิษ'


จากกรณีหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เกาะติดการแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์พิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จนหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาทางแก้ไขสั่งระงับการนำเข้าขยะพิษอย่างเข้มงวด กระทั่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วิป สนช. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์ฯ เตรียมส่งครม. ตรวจสอบ ก่อนเสนอ สนช. เห็นชอบเพื่อประกาศเป็นกฎหมาย ให้มีผลบังคับใช้ในปี 62 ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 ก.ย. พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำ การเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเศษพลาสติกนำเข้าจากต่างประเทศนั้น มีการยกเลิกนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 432 รายการ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมส่งรายชื่อให้กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป ขณะเดียวกันยังยกเลิกการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว แต่จะมีบางรายการยังต้องใช้ยาวนาน ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีเศษโลหะ เช่น เหล็ก อลูมิเนียม และทองแดง ซึ่งหลังจากนี้การนำเข้าจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องคัดแยกแล้ว และมีใบรับรองจากประเทศต้นทาง รวมถึงเป็นไปตามาตรฐานสากลด้วย

พล.ท.คงชีพ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องเศษพลาสติกนั้น จะมีการยกเลิกการนำเข้าภายใน 2 ปี และให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาโควต้าการนำเข้าใน 2 สัปดาห์ให้แล้วเสร็จ โดยจะพิจารณานำเข้าเฉพาะพลาสติกที่สะอาดและไม่ปนเปื้อนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังพบว่า มีตู้สินค้าที่ค้างอยู่อีกประมาณ 2 พันกว่าตู้ ที่มีการสำแดงการนำเข้าเป็นเท็จ จึงได้ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมศุลกากร เร่งตรวจสอบ ดำเนินการทางกฎหมาย หากพบว่าตู้ใดที่ปนเปื้อนจะผลักดันออกนอกประเทศ พล.อ.ประวิตร สั่งการในที่ประชุมว่า ซากเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งจะมีปัญหาในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า จึงขอให้กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ไปวางกรอบแนวทางการกำจัดให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในอนาคต พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าว ขณะเดียวกันจะต้องไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องรับประโยชน์โดยเด็ดขาด หากพบว่ามีความผิดจะทำการสอบสวนทันที

วันเดียวกัน คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดเสวนารับฟังความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ….. มีตัวแทนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมจำนวนมาก โดยนายสุเมธา วิเชียรเพชร ผอ.กองการจัดการกากของเสีย และสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.จัดการซากฯ กำหนดผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 5 ชนิด ที่กฎหมายมีผลบังคับคือ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องปรับอากาศ เครื่องรับโทรทัศน์ และ ตู้เย็น โดยกฎหมายระบุหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ผลิตในการเรียกรับคืน จัดเก็บ รวบรวมซากผลิตภัณฑ์ โดยให้มีการจัดตั้งศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์ ส่วนประชาชนรับผิดชอบเรื่องการรวบรวมซากส่งไปยังศูนย์รับคืน ทั้งนี้ปัจจุบันมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศถึง 4 แสนตัน แต่กำจัดได้อย่างถูกหลักเพียงร้อยละ 10 อีกร้อยละ 90 กระจายอยู่ตามบ้านเรือนและสิ่งแวดล้อม ในอนาคตหากไม่มีการแก้ปัญหาจะนำไปสู่มาตรการการกีดกันการค้าของประเทศต่างๆด้วย

ด้าน นางนุชนารถ สุพรรณศรี รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีการกำจัด และจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 5 รายการมีมูลค่า มีคนอยากได้อยู่แล้ว เพราะเป็นของที่มีค่า อาจส่งออกไปหลอมที่ใหม่ หรือนำมาคัดแยก โรงงานรีโซเคิลไม่ได้ติดปัญหาในการเป็นผู้จ่าย ปัญหาคือผู้ผลิต คพ.จึงต้องมาดูยุทธศาสตร์ว่า การผลิตจะต้องดำเนินการอย่างไร ในเรื่องกองทุน นายกฯ บอกว่ามีกองทุนเยอะแล้ว จะเอากองทุนสิ่งแวดล้อมมาใช้ก็ผิดฝาผิดตัว คิดว่า พ.ร.บ.นี้เดินหน้าได้ แต่ควรเสริมรายละเอียดปลีกย่อย ต้องมาดูว่าถ้า พ.ร.บ.เกิดแต่ละคนมีหน้าที่อะไรบ้าง ถ้าห้ามไม่ให้นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว พ.ร.บ.นี้ยิ่งต้องเกิดเร็วขึ้น โรงงานที่จะสร้างมารองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีคนอยากมาตั้งโรงงานให้ครบวงจรแน่นอน ทั้งนี้โรงงานคัดแยกและรีไซเคิลมีกว่า 1,000 แห่ง และเพียงพอ แต่โรงงานที่ดำเนินการครบวงจรจนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่จะนำโลหะมีค่า เช่น ทองคำ ออกมาได้นั้น ในไทยมีเพียงแห่งเดียว หากมองเป็นเรื่องความมั่นคงก็ต้องก็ต้องมีการพิจารณาต่อไป

ขณะที่ นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ที่ปรึกษากลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตัวอย่างการแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจีน เมื่อปี 2015 ล้มเหลวทั้งระบบ มีกองทุนตั้งโดยภาครัฐทำให้เกิดความล่าช้าในการเบิกจ่าย ส่วนเรื่องเงินกองทุนในการบริหารจัดการ หากคำนวณผิดพลาด เงินกองทุนจะหมดอย่างรวดเร็ว ข้อกังวลคือ เมื่อส่งซากอิเล็กทรอนิกส์ไปที่ศูนย์รับคืน จะมีการคัดแยกเพื่อเอาชิ้นส่วนมีค่าออกมาก่อนหรือไม่ แล้วส่วนที่เหลือจะกลายเป็นซากที่โรงงานคัดแยกไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และไม่คุ้มค่ากับการดำเนินการ ซึ่งอาจเป็นกลไกที่ล้มเหลว ยกตัวอย่าง ถ้าผู้นำเข้ายังไม่อยากเข้าร่วมกลุ่มผู้ผลิต ก็ยังลักลอบนำเข้าอยู่ ที่สำคัญ ผู้ผลิตควรต้องมีการขึ้นทะเบียนเหมือนในต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ออกนอกวงจรด้วย

ส่วน นางพรชนิก นวราช ผู้แทนคณะทำงานพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.จัดการซากฯ ของคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้จะเป็นตัวเชื่อมกับร่างฉบับของคณะกรรมกฤษฎีกา โดยมีหลักการ 4 ข้อที่พิจารณาเพิ่มเติมจากฉบับของกฤษฎีกา คือ 1.เพิ่มกลไกการขับเคลื่อน โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาตร์ดูนโยบายหลักของประเทศ มีแผน 5 ปี ให้มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง มีทั้งรัฐเอกชน ร่วม และมีองค์กรกลางเกิดจากผู้ประกอบการเองและมีกองทุนในการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ 2.กลไกลดภาระภาครัฐ ให้คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ มีอำนาจตั้งองค์กรกลางขึ้นมา มีการเก็บค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ 3.การบริหารจัดการซาก ปัจจุบันร่างของกฤษฎีกายังขาดเรื่องบริหารจัดการที่แยกชัดเจน ระหว่างซากในอดีตกับอนาคต จึงต้องแยกกันจัดการ โดยให้รัฐจัดการซากในอดีต มีคณะกรรมการกำหนดงบประมาณจัดการขยะที่เกิดก่อนกฎหมายบังคับใช้ ส่วนซากในอนาคต กองทุนองค์กรกลางที่ตั้งขึ้นมาเป็นผู้บริหารจัดการ นอกจากนั้นให้ผู้ผลิตและนำเข้ามาขึ้นทะเบียน และถ้ามีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้คัดแยกมาดำเนินการก็มีความผิด และ 4.ถ้าอยากให้ร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้จริง ต้องมีการส่งเสริมความตระหนักให้กับประชาชน เริ่มที่ผู้บริโภค

ด้าน นายสมไทย วงษ์เจริญ เลขานุการสมาคมการค้าผู้ประกอบการรีไซเคิลไทย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ ก็มีผู้ประกอบการวิตกกังวลจำนวนมาก เกรงว่าหากกฎหมายบังคับใช้จะกระทบรากหญ้า หากมีซาเล้งไม่ต้องไปถึงศูนย์รับคืนซากก็แยกได้แล้ว เรื่องนี้เป็นบริบทชนชั้นรากหญ้า โดยการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์มี 4 ขั้นตอนเป็นมาตรฐานโลก คือ 1.ต้องรู้จักประเภท แยกประเภทได้ 2.แยกชนิดได้ ซึ่งมีทองคำจำนวนมากในซากอิเล็กทรอนิกส์ ถ้า พ.ร.บ.นี้ออกมา ใครเห็นทองคำ ทองแดง ก็หยิบฉวยออกไปหมด มันจะไปถึงฝั่งได้อย่างไร 3.การบด หลอม สกัดให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบ แร่พื้นฐาน ที่กรมโรงงานฯวิจัยไปก้าวหน้ามากแล้ว และ 4.มีการตลาดของชนิดขยะอิเล็กทรอนิกส์

"คำว่าขยะพิษ ขยะอันตรายนั้นสิ้นสุดไปตั้งแต่ 15 ปีแล้ว เพราะซากผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ใช้โลหะอื่นในการบัดกรี ไม่มีสารอันตราย ออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบของผู้ผลิตเกิดมานานแล้ว แต่วันนี้คนจนน่าสงสาร เพราะไม่มีคนบอกวิธีการที่ถูกต้อง การเป็นศัตรูคนจนต้องระวัง ถ้าใครคิดว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 4 แสนตันในเวลานี้มีปัญหา ขอให้ยกมาที่บ้านผมทั้งหมดโดยที่รัฐไม่ต้องจ่ายเงินอะไรเลย ส่วนทำไมจึงมีการนำเข้าทั้งที่มีค่าขนส่ง สาเหตุเพราะคุ้มค่าได้กำไร เท่ากับเป็นการนำเข้าทรัพยากรเหมืองแร่ทองคำบนดินเข้าสู่การบริหารจัดการ อยากให้เลิกมองเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้ก่อการร้าย มองผู้ประกอบการเป็นผู้ร้าย หากภาครัฐสนับสนุนให้มีการรีไซเคิลครบวงจร จะมีอาณาจักรเหมืองแร่มีค่ามหาศาล" นายสมไทย กล่าว

ทั้งนี้ นายสุเมธา ชี้แจงในวงเสวนาว่า ผู้ผลิตในที่นี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวบรวมอย่างเดียว ไม่มีรายได้ ต้องส่งโรงงานให้กำจัด และยืนยันว่ากฎหมายไม่กระทบกับอาชีพซาเล้ง ระบบซาเล้งหรือรถเร่ ให้มาเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายนี้ เป็นสาขาหรือจดทะเบียนเป็นศูนย์เข้าระบบต่อไป อย่างไรก็ตามในเรื่องที่รัฐบาลกำลังจะห้ามนำเข้า 432 รายการนั้น บางโรงงานเอาไปเผา สร้างก๊าซพิษ สารพิษออกมา เกิดตะกรันถึงร้อยละ 10 เท่ากับ 1 แสนมก./กก. เมื่อเอาคนที่ทำงานในสถานที่เหล่านี้มาตรวจก็พบมีสารโลหะหนักในเลือดสูงกว่าคนปกติ และเสี่ยงเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ มันเป็นอาชีพที่ก่อรายได้จริง แต่การสร้างภาระและผลกระทบก็มีจริง ชาวบ้านรอบบริเวณโรงงานมีผื่นคันและมีปัญหาในเรื่องสุขภาพอนามัยจำนวนมาก

ที่มา : เดลินิวส์ วันที่ 13 กันยายน 2561

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com