นักวิชาการค้านผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ ชี้เท่ากับปล่อยสารพิษกลับสู่ชุมชน


เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ชี้จุดอ่อนของโครงการ RDF ต้นทุนสูงเกินกว่าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยจะสามารถลงทุนได้ กระบวนการเผาขยะเป็นเชื้อเพลิงทำให้สารพิษจากพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์กลับมาปนเปื้อนในอากาศ พื้นดิน และแหล่งน้ำ การดักจับเถ้าลอยจากการเผาไหม้เป็นไปได้ยาก เชื่อทำให้ปริมาณขยะนอกพื้นที่ไหลเข้าชุมชนที่เป็นจุดผลิตเชื้อเพลิงขยะเพิ่มมากขึ้น แนะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ลดการใช้วัสดุซึ่งก่อให้เกิดขยะ และหันมาส่งเสริมไบโอพลาสติกจากพืชแทน

ปัญหาขยะล้นเมืองดูจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที ด้วยการจัดการที่ไร้ระบบตั้งแต่ต้นทางทำให้การกำจัดขยะของประเทศไทยกลายเป็นการย้ายขยะจากที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่ง หลายแห่งมีสภาพเป็นภูเขาขยะ ปล่อยกลิ่นเหม็นและสารปนเปื้อนสู่พื้นดินและแหล่งน้ำ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง กระทั่งเกิดเป็นกรณีพิพาทในหลายพื้นที่


พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้สั่งการแทนนายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักในการรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (กมธ.สนช.) เรื่อง โครงการก้อนเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ทางออกของการกำจัดขยะชุมชน ไปหารือและดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงอุตสาหกรรม พลังงาน สาธารณสุข มหาดไทย และกระทรวงการคลัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งภาคเอกชน เพื่อให้โครงการดังกล่าวบรรลุผลเป็นรูปธรรมโดยไม่สร้างผลกระทบซ้ำให้แก่ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการเหมือนที่เคยเกิดกับบางชุมชนที่ทำโรงงานกำจัดขยะเพื่อผลิต RDF

ในช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งประเด็นหลักเป็นเรื่องของการวางระเบียบหลักเกณฑ์ในการจัดการขยะและการศึกษารูปแบบการทำสัญญาในการผลิตก้อนเชื้อเพลิงขยะระหว่างชุมนและบริษัทเอกชน และล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรฯ ได้มีการรายงานผลการหารือให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเชื่อว่าหน่วยงานต่างๆ จะเร่งขับเคลื่อนโครงการให้รุดหน้าต่อไป

 RDF
ก้อนเชื้อเพลิงขยะ (RDF)

อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลจะสนับสนุนส่งเสริมโครงการที่มีความเกี่ยวเนื่องกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาปัจจัยและกระบวนการดำเนินงานต่างๆ ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางว่ามีความสัมพันธ์กับภาคส่วนใดบ้าง สำหรับโครงการ RDF นั้นเริ่มตั้งแต่การแยกขยะในชุมชนไปถึงการผลิตเป็นก้อนเชื้อเพลิง และนำเชื้อเพลิงนั้นไปใช้ ซึ่งขั้นตอนที่หลายฝ่ายแสดงความวิตกก็คือในส่วนของกระบวนการผลิตซึ่งอาจไม่ได้มาตรฐานเพียงพอและนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามมา ขณะที่การนำไปใช้นั้นดูเหมือนภาครัฐจะมุ่งเน้นไปที่การนำเชื้อเพลิงไปในใช้โรงงานปูนซิเมนต์ และใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ที่เรียกกันว่าโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ชาวบ้านในหลายพื้นที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างหนัก

ดร.สมนึก จงมีวศิน ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งทำการศึกษาและรณรงค์เรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ได้เสนอแนะและตั้งข้อสังเกตถึงจุดอ่อนช่องโหว่ของโครงการก้อนขยะเชื้อเพลิง (RDF) ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้โครงการดังกล่าวจะมีเป้าหมายเพื่อการลดปริมาณขยะในชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดี แต่ในกระบวนการกว่าจะมาเป็นก้อนเชื้อเพลิงจากขยะนั้นมีความซับซ้อน ต้องใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งแน่นอนว่าเงินลงทุนก็สูงตามไปด้วย โดยการนำขยะไปทำก้อนเชื้อเพลิงมีทั้งแบบที่เอกชนรับซื้อขยะจากชุมชนไปดำเนินการ และชุมชนเป็นผู้ผลิตก้อนขยะเชื้อเพลิงแล้วขายให้แก่โรงงานต่างๆ ซึ่งหากกระบวนการผลิตและกำจัดกากของเสียไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะทำให้สารพิษที่อยู่ในตัวขยะออกมาปนเปื้อนในอากาศและแหล่งน้ำ ซึ่งเท่ากับว่าชาวบ้านยังคงเผชิญกับปัญหาสารพิษอยู่เช่นเดิม

ชาวบ้านหลายพื้นที่ออกมาคัดค้านเรื่องโรงไฟฟ้าขยะ

“เนื่องจากก้อน RDF ที่จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ต้องมาจากการอัดและเผาขยะที่มีคุณสมบัติในการให้ความร้อนสูง ได้แก่ โฟม พลาสติก ยาง โลหะ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นขยะที่มีสารพิษปนเปื้อน กระบวนการเผาต้องใช้อุณหภูมิที่สูงมากจึงจะสามารถกำจัดสารพิษเหล่านี้ได้ เช่น ไดออกซิน และฟิวแรน ซึ่งเป็นสารพิษที่อยู่ในเนื้อพลาสติกต้องเผาที่อุณหภูมิถึง 900 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่านั้นสารดังกล่าวจะลอยปะปนไปในอากาศ ทำให้ผู้ที่สูดดมเป็นมะเร็ง ขณะที่โลหะหนัก เช่น ปรอท สารหนู ที่เป็นส่วนประกอบในวัสดุหลายชนิด ต้องใช้อุณหภูมิถึง 1,400-1,600 เซลเซียส จึงจะสามารถกำจัดได้ นอกจากนั้นในกระบวนการเผาจะเกิดทั้งขี้เถ้าเบาที่ลอยขึ้นไปในอากาศ ซึ่งต้องมีระบบดักเก็บที่มีประสิทธิภาพ และขี้เถ้าหนักที่เหลืออยู่ในเตาเผา ซึ่งทั้งสองส่วนต้องถูกนำไปฝังกลบในที่ที่ปลอดภัย ไม่กลับมาปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างเตาเผาและโรงผลิต RDF ซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยจึงใช้ต้นทุนที่สูงมาก ดังนั้นการที่ชุมชนจะผลิตก้อน RDF โดยไม่ได้รับผลกระทบจากสารพิษคงเป็นเรื่องยาก ขณะที่โรงงานที่รับซื้อขยะไปผลิตก้อน RDF ขายก็ต้องใช้เงินลงทุนระดับพันล้านจึงจะได้ระบบที่ปลอดภัย” ดร.สมนึก ชี้ถึงจุดอ่อนของโครงการ

ทั้งนี้ พื้นที่เป้าหมายในการทำโครงการ RDF นั้นส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาการนำขยะมาทิ้งทับถมอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 324 จุดทั่วประเทศ มีทั้งที่บริษัทรับจ้างกำจัดขยะเช่าและซื้อที่ดินเพื่อรองขยะที่นำมาทิ้ง และพื้นที่ว่างเปล่าที่มีผู้ลักลอบนำขยะมาทิ้งโดยปราศจากความรับผิดชอบ ซึ่งปริมาณขยะจำนวนมหาศาลได้ส่งผลกระทบกับชุมชนรอบข้าง หลายหน่วยงานโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงพยายามหาทางแก้ไข และ RDF ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งมองว่าจะสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาขยะล้นเมืองได้

ดร.สมนึก จงมีวศิน

ขณะที่ภาคเอกชนซึ่งต้องการเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตก็ให้ความสนใจก้อนขยะเชื้อเพลิงเช่นกัน เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่ให้ความร้อนสูงและมีราคาถูก โดยจากรายงานการประชุมของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการพิจารณาหลักเกณฑ์ของโครงการ RDF ระบุว่า โดยภาพรวมชุมชนและบริษัทเอกชนได้กำหนดรูปแบบการซื้อขายขยะไว้ 2 รูปแบบคือ แบบแรก เอกชนเป็นผู้ลงทุนเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงขยะให้แก่ท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่รัศมีไม่เกิน 200 กิโลเมตรจากโรงงานที่ผลิตเชื้อเพลิงขยะ โดยมีการทำสัญญา 15 ปี แต่ท้องถิ่นจะต้องจ่ายค่าจ้างในการกำจัดขยะมูลฝอยให้เอกชนในอัตรา 100-200 บาท/ตัน ซึ่งที่ผ่านมาท้องถิ่นและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจะมีปัญหาในการตีความสัญญาลักษณะดังกล่าว เนื่องจากขยะมูลฝอยที่แปรรูปแล้วถูกตีความว่าเป็นทรัพย์สินที่สามารถใช้ประโยชน์ในรูปแบบของพลังงานได้ แต่ท้องถิ่นกลับต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่เอกชน แทนที่ท้องถิ่นจะได้ผลตอบแทนจากเชื้อเพลิงขยะที่ผลิตได้ อีกรูปแบบคือท้องถิ่นลงทุนและดำเนินการผลิต RDF เองทั้งหมด โดยเอกชนเข้ามารับซื้อ RDF ในราคา 800 บาท/ตัน ซึ่งเชื้อเพลิงขยะต้องมีคุณสมบัติตามที่เอกชนกำหนด อาทิ ค่าความร้อนของเชื้อเพลิงขยะอยู่ที่ 4,300-4,500 กิโลแคลอรี

ขณะที่ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า เชื้อเพลิงขยะที่มีคุณสมบัติเหมาะแก่การใช้เป็นเชื้อเพลิงควรมีค่าความร้อนสูง (Heating Value) มีความชื้นต่ำ และความหนาแน่นเหมาะสม โดยคุณภาพขั้นต่ำของ RDF ที่ภาคอุตสาหกรรมยอมรับ คือ ค่าความร้อน (NCV) ต้องไม่น้อยกว่า 3,500 กิโลแคลอรี และความชื้น (%Moisture) ไม่เกิน 35% ขณะที่ค่าคลอไรด์ (Chloride) ไม่ควรเกิน 0.5% และขี้เถ้า (Ash) ต้องไม่เกิน 15% ซึ่งแน่นอนว่าการจะควบคุมคุณภาพให้ได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว ต้นทุนการผลิตก็ต้องสูงตามไปด้วย


ซึ่งในด้านต้นทุนการผลิตนั้น หากผลิตจำนวนมาก ด้วยเครื่องจักรคุณภาพดี ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อตัน แต่หากผลิตจำนวนน้อย และใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ ต้นทุนก็อาจสูงถึง 3,000-4,000 บาทต่อตัน ขณะที่ในส่วนของราคา RDF จากการประกาศรับซื้อของกลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์นั้นพบว่ามีหลายราคาตามคุณภาพ ราคาสูงสุดคือประมาณ 1,700 บาทต่อตัน ส่งถึงหน้าโรงงาน โดยต้องมีค่าความร้อนไม่น้อยกว่า 4,500 กิโลแคลอรี ความชื้นไม่เกิน 30% ค่าคลอไรด์ต่ำกว่า 0.6% และขนาดของก้อน RDF ไม่เกิน 20 มิลลิเมตร ซึ่งเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้นจึงจะผลิตตามเกณฑ์ดังกล่าวได้

ดังนั้นปัญหาในการนำขยะไปผลิตเป็น RDF จึงมีอยู่ 3 ประเด็นหลักๆ คือ 1. เป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูง 2. ประสิทธิภาพในการกำจัดสารพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิต และ 3. ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของเชื้อเพลิง RDF เป็นตามเกณฑ์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการหรือไม่

ดร.สมนึก ชี้ว่า เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีงบประมาณและได้รับเงินอุดหนุนส่วนหนึ่งจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แต่ก็ไม่มากพอที่จะสร้างโรงงานผลิต RDF ที่มีประสิทธิภาพ สามารถขจัดและดักจับสารพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิต ขณะที่บริษัทเอกชนที่เข้ามาลงทุนผลิต RDF นั้น ก็คงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไปว่ามีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ นอกจากนั้นปัญหาหนึ่งที่จะตามมาแน่ๆ คือเมื่อตั้งโรงงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะขึ้นมาแล้ว จะต้องมีปริมาณขยะมากพอที่จะนำมาผลิต RDF ได้ ซึ่งหากปริมาณขยะในพื้นที่ไม่พอก็ต้องนำขยะจากพื้นที่อื่นเข้ามา ยิ่งกว่านั้นหากมีการผลิต RDF เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ความต้องการขยะที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต RDF ก็ยิ่งมากขึ้น หากมีโรงไฟฟ้าขยะจำนวนมาก ขยะในประเทศอาจไม่พอที่จะใช้ในการผลิตและต้องนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเช่นเดียวกับกรณีของประเทศสวีเดนซึ่งมีโรงไฟฟ้าขยะ

เท่ากับว่าที่สุดแล้วโครงการ RDF ไม่ได้ช่วยลดปริมาณขยะ แต่กลับดึงขยะนอกพื้นที่เข้ามาในชุมชน ถ้ากระบวนการผลิตไม่มีประสิทธิภาพชุมชนก็ต้องรับผลกระทบจากสารพิษ ดังนั้นควรแก้ปัญหาให้ถูกจุด โดยการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้วัสดุที่จะกลายเป็นขยะ โดยเฉพาะขยะพิษ เช่น โฟม พลาสติก และมีการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ซึ่งภาครัฐต้องเข้ามาส่งเสริมตรงนี้ นอกจากนั้นควรส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้ไบโอพลาสติกซึ่งเป็นพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากพืช เช่น มันสำปะหลัง ซังข้าวโพด ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ในระยะเวลาอันสั้น และไม่เกิดมลพิษ ปัจจุบัน แก้ว จาน ชามที่เป็นไบโอพลาสติกซึ่งพ่อค้าแม่ค้าใส่อาหารขายนั้นราคาเฉลี่ยอยู่ที่ใบละ 1-1.50 บาท แต่หากประชาชนหันมาใช้ไบโอพลาสติกกันมากขึ้น ผู้ผลิตก็จะผลิตในปริมาณมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ราคาก็จะลดลงตามไปด้วย” ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบุ

คงไม่ต้องมานั่งวิตกกันว่าการนำขยะไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนหรือไม่ หรือประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้าขยะดีหรือเปล่า เพียงแค่ต่างคนต่างลดการสร้างขยะ และรับผิดชอบต่อขยะทุกชิ้นที่ผ่านมือเรา นับเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ต้องรอไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 11 กันยายน 2561

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com