รายงานพิเศษ : เปิดประชาพิจารณ์‘กฎหมายถุงพลาสติก’ 3จังหวัดชายฝั่งล้างบาง‘ขยะทะเล’



ตะลึง!แพขยะยาวกว่า 10 กม. กลางทะเลอ่าวไทย

เผย“ไทย”ติดอันดับโลกทิ้งขยะลงทะเล

ข่าวพาดหัวตัวโตของสำนักข่าวหลายแห่งในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีประจักษ์พยานเป็นภาพแพขยะทอดยาวต่อเนื่องกันกว่า 10 กิโลเมตร ลอยอยู่กลางทะเลอ่าวไทยบริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร อันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงระดับ “วิกฤติ” ของ “ปัญหาขยะทะเล” ในประเทศไทย


ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและผลักดันให้การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายให้เป็น “วาระแห่งชาติ”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานการณ์ขยะมูลฝอยในประเทศไทย ของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อปี 2558 มีปริมาณ 26.85 ล้านตัน/ปี โดยในจำนวนถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 4.94 ล้านตัน/ปี หรือ 19% ขณะที่มีขยะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง 8.34 ล้านตัน หรือ 30% แต่ถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง 7.15 ล้านตัน หรือ 27% และถูกทิ้งตกค้างในพื้นที่มากถึง 6.22 ล้านตัน หรือ 23%


ขณะที่จากฐานข้อมูลขยะทะเลเมื่อปี 2558 ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้ว่า 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล มีปริมาณขยะมากถึง 10 ล้านตัน และมีขยะมากถึง 5 ล้านตัน หรือครึ่งต่อครึ่งที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และมีโอกาสถูกชะพัดพาลงทะเล กลายเป็นขยะทะเล

โดยประมาณว่า ในแต่ละปีจะมีขยะพลาสติกลงทะเลมากถึง 5 หมื่นตัน หรือ 750 ล้านชิ้น! โดยขยะที่พบส่วนใหญ่เป็นถุงพลาสติกมากที่สุด 13% หลอดเครื่องดื่ม 10% ฝากพลาสติกและภาชนะบรรจุอาหาร อย่างละ 8% ส่วนที่เหลือเป็นขยะอื่นๆ เช่น เชือก ก้นบุหรี่ กระป๋อง กระดาษ โฟม และขวดเครื่องดื่ม เป็นต้น โดยที่มาของขยะจาก 2 ทาง คือ จากกิจกรรมบนฝั่ง และกิจกรรมในทะเล

นอกจากนี้ จากการสำรวจของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.2010 ยังพบว่า ในบรรดา 192 ประเทศที่ติดชายฝั่งทะเล ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยขยะลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า “สถานการณ์แพขยะในทะเลดังกล่าว ไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงการเดินเรือ การประมง และที่สำคัญ คือ ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพอนามัยประชาชนอย่างรุนแรง จึงได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว” ซึ่งเบื้องต้นสามารถจัดเก็บได้กว่า 5,407 กิโลกรัม จำนวนกว่า 80,000 ชิ้น ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ ไปดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการใช้มาตรการเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก โดยนำร่องใน 3 จังหวัดท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ และภูเก็ต



นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากการศึกษามาตรการทางนโยบายเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกของประเทศต่างๆ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ มาตรการทางกฎหมาย (Regulative Measure) และมาตรการทางสมัครใจ (Voluntary Measure) โดยมาตรการทางกฎหมายมีการดำเนินการใน 2 รูปแบบ คือ การใช้มาตรการเก็บภาษีถุงพลาสติกทั้งจากผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ประเทศส่วนใหญ่เลือกดำเนินการให้ผู้บริโภค คือ ผู้ใช้ถุงพลาสติกเป็นผู้จ่ายภาษี ทำให้ลดปริมาณการใช้ลงได้เป็นอย่างมาก ประมาณร้อยละ 80-90 เช่น อังกฤษเก็บ 5p ต่อถุง(ประมาณ 2-3 บาทต่อถุง) มีผลบังคับใช้กับบริษัท/ร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 250 คน แต่ยังไม่มีผลบังคับกับบริษัท/ร้านค้าขนาดเล็ก มาเลเซียบังคับเก็บภาษีถุงพลาสติกในรัฐเซลังงอร์และปีนัง ส่วนประเทศไต้หวันไม่ได้กำหนดอัตราภาษีตายตัว โดยก่อนดำเนินการไต้หวันมีการใช้ถุงพลาสติกประมาณ 2.5 ถุงต่อคนต่อวัน หลังดำเนินมาตรการแล้ว 1 ปี อัตราการใช้ถุงพลาสติกลดลงกว่าร้อยละ 80

ส่วนอีกรูปแบบ คือ การออกกฎหมายห้ามไม่ให้ใช้ถุงพลาสติก พบว่าอัตราการใช้ถุงพลาสติกลดลงประมาณร้อยละ 60 เช่น ประเทศจีนห้ามมิให้มีการผลิต จัดจำหน่าย และใช้ถุงพลาสติกที่ผลิตจากโพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูง ผู้ประกอบการที่ให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้าโดยไม่คิดมูลค่าต้องเสียค่าปรับ 10,000 หยวน หรือ 50,000 บาท หลังจากดำเนินการไปแล้ว 1 ปี สามารถลดจำนวนถุงพลาสติกได้ร้อยละ 66 สหรัฐอเมริกาห้ามใช้ถุงพลาสติก 20 รัฐ 132 เมือง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ห้ามใช้ถุงพลาสติก ได้แก่ แอฟริกาใต้ ยูกันดา โซมาเลีย เคนยา แทนซาเนีย เป็นต้น

โดยหลังจากนี้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ จะร่วมกันนำร่องขับเคลื่อนกระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์ใน จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ และ จ.ภูเก็ต และนอกจากขยะทะเลแล้วยังจะดำเนินการศึกษารูปแบบที่เหมาะสมทั้ง 4 ภาค เป็นภาพรวมของประเทศ ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ จะไม่เป็นเพียงแต่ทำให้สามารถลดปริมาณขยะพลาสติกของประเทศ

แต่ยังจะส่งผลต่อภาพรวมการจัดการปัญหาขยะมูลฝอยของประเทศ ให้สามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วยเช่นกัน

ที่มา :  หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com