'เกลื่อนโลก'ขึ้นเรื่อยๆ 'ปัญหาขยะไอที' ในไทยก็ 'เรื่องสำคัญ'


"การจัดการขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญ"...เป็นการระบุไว้โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเปิดศูนย์เรียนรู้หมู่บ้านปลอดขยะ Zero Waste พื้นที่ จ.เชียงราย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ “จัดการปัญหาขยะ” ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังสะสมมานาน กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ และกระทบต่อสิ่งแวดล้อม-สุขภาพอนามัยของประชาชน โดยได้มีการมอบหมายให้มีการจัดทำแผนงานจัดการขยะมูลฝอย และ “จัดการของเสียอันตราย”

จัดระเบียบขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย

เน้นการปลูกฝังจิตสำนึก-สร้างวินัยในเรื่องนี้

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งใน “ขยะ” ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยและทั่วโลก คือ ’ขยะอิเล็กทรอนิกส์“ หรือ ’ขยะไอที“ ที่ปัจจุบันนี้กำลังเป็น “ภัยเงียบทางสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ทำให้ “อุปกรณ์-สินค้าอิเล็กทรอนิกส์” ถูกผลิตขึ้นมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีสิ้นสุด...

ยิ่ง “อุปกรณ์-สินค้าอิเล็กทรอนิกส์” เพิ่มขึ้น...

“ขยะอิเล็กทรอนิกส์-ขยะไอที” ก็ยิ่งเพิ่มพูน!!!

เกี่ยวกับ “ขยะไอที” หรือ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” นั้น จากข้อมูลพบว่า...มีปริมาณขยะในส่วนนี้เพิ่มขึ้นในโลกทุก ๆ ปี ซึ่ง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีปริมาณขยะส่วนนี้กว่า 4 แสนตันต่อปี!!! หรือโดยเฉลี่ยคนไทยทิ้งขยะชนิดนี้มากถึงคนละ 1.5 กิโลกรัมต่อปี โดยส่วนใหญ่มาจาก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด ซึ่งแบ่งได้ 8 ชนิดหลัก ๆ คือ โทรทัศน์ 101,196 ตันต่อปี, เครื่องปรับอากาศ 78,121 ตันต่อปี, ตู้เย็น 63,920 ตันต่อปี, เครื่องซักผ้า 58,930 ตันต่อปี, คอมพิวเตอร์ 53,958 ตันต่อปี, เครื่องเล่นดีวีดี-เครื่องเสียง 17,458 ตันต่อปี, โทรศัพท์ 1,620 ตันต่อปี, กล้องดิจิตอล 184 ตันต่อปี

นี่เฉพาะข้อมูลในส่วนของประเทศไทยเท่านั้น

ยังไม่นับรวมปริมาณขยะไอทีของประเทศอื่น ๆ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทั่วโลก และประเทศไทย ต้องตื่นตัวรับมือปัญหาขยะชนิดดังกล่าวนี้ อาทิ สหภาพยุโรป ได้มีการออกระเบียบว่าด้วยเศษซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กำจัดการใช้สารที่เป็นสารอันตรายบางประเภท และกำหนดให้ประเทศ ผู้นำเข้าสินค้า จะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัด “ขยะไอที-ขยะอิเล็กทรอนิกส์” เหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2549 ขณะที่ประเทศไทยได้เริ่มให้ความสำคัญกับ “การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์” ด้วยการกำหนด สนับสนุน และยกระดับให้แก่ “ธุรกิจอุตสาหกรรมรีไซเคิล” ที่มีความเชี่ยวชาญการกำจัดขยะชนิดนี้ เพื่อรองรับขยะไอทีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกจำนวนมหาศาล

ขณะที่การจัดการปัญหาขยะจากภาคอุตสาหกรรม โดยวิธีการที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน นอกเหนือจากการบริหารจัดการขยะที่เกิดในประเทศแล้ว ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ได้มีการมุ่งเน้นป้องกันปัญหา ’การลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายมาทิ้งในประเทศ“ ด้วย

กรณีนี้เป็นปัญหาที่หลาย ๆ ประเทศก็เผชิญอยู่

การ ’คัดกรองสินค้าที่จะนำเข้าไทย“ จึงสำคัญ...

กับเรื่องนี้ มงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุไว้ว่า...ที่ผ่านมาทางกรมได้ตรวจพบซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้ว ที่เป็น “ของเสียอันตราย” ตามอนุสัญญาบาเซล และเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 จึงได้มีการดำเนินคดีกับผู้นำเข้าตามความผิดมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ รวมถึงความผิดฐานสำแดงชนิดสินค้าเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยง ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งได้ดำเนินคดีตามกฎหมายไปหลายรายแล้ว

ทั้งนี้ กับ “การควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดน” ขยะไอทีและของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลที่ไทยได้ให้สัตยาบันไว้ ทางหน่วยงานรัฐหน่วยงานนี้ ยังระบุไว้อีกว่า...นอกจากเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอนุสัญญาบาเซลแล้ว ยังแสดงถึง ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย รัฐบาลญี่ปุ่น และทั่วโลก ที่มีเจตนารมณ์ในการยุติปัญหาดังกล่าว ตลอดจนเพื่อ “สร้างมาตรฐานการบริหารจัดการของเสียของประเทศไทย” ให้เป็นไปตาม “มาตรฐานการจัดการในระดับสากล” อีกด้วย

’ต่อจากนี้ทางกรมต้องดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน คือผลักดันกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะชนิดนี้ รวมถึงเร่งสร้างกลไกการเรียกคืน คัดแยก รวบรวมซากผลิตภัณฑ์จากผู้ใช้ ด้วยกลไกทางเศรษฐศาสตร์ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม“...เป็นการระบุไว้โดยอธิบดีกรมโรงงานฯ

พร้อมทั้งมีการเน้นย้ำด้วยว่า...ขณะเดียวกันก็ต้อง “สร้างความเข้าใจกับประชาชน” ถึงอันตรายของขยะชนิดนี้ พร้อมทั้งสนับสนุนการตั้งโรงงานเพื่อรวบรวมและแยกส่วนประกอบสำหรับนำไปรีไซเคิลให้กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ไม่กระจุกตัวเฉพาะภาคกลางและตะวันออก ตลอดจนเร่งรัดการออกมาตรฐานเพื่อบังคับใช้กับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า-อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นำเข้า ผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำ ที่จะเป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์-ขยะไอที” ในอนาคต ด้วยการ “บูรณาการ” หลาย ๆ หน่วยงาน

ลด ’ปัญหาจากขยะไอที-ขยะอิเล็กทรอนิกส์“

ผลพวง ’ด้านมืดของยุคดิจิตอล“ ในปัจจุบัน

จะทำได้แค่ไหน??...กรณีนี้ก็ต้องติดตาม

เดลินิวส์ วันพุธที่ 7 ธันวาคม 2559

สงวนลิขสิทธิ์ © 1995-2015 สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.).
8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กทม. 10200
โทรศัพท์ 0 2280 1812 , 0 2280 6228 , 0 2280 0557 , 0 2628 6438
โทรสาร 0 2282 8877
e-mail: gseiorth@gmail.com